/*----Yahoo site map-------*/ /*----Bing site map-------*/

ค้นหาอะไรก็เจอ

วันพุธที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2554

ข่าวเตือนภัยพิบัติโลก "นักวิทย์เผยสหรัฐฯ เสี่ยงภูเขาไฟระเบิดครั้งใหญ่ที่สุด"

4 ความคิดเห็น

Super-Volcano-Yellow Stone National Park-USA

เมื่อวันที่ 24 มกราคมที่ผ่านมา เว็บไซต์เดลิเมล์ ของอังกฤษ รายงานว่า นักวิทยาศาสตร์ชาวสหรัฐฯ คาดคะเนว่า ซูเปอร์โวลคาโน่ (Super-volcano) ที่อยู่ภายใต้อุทยานแห่งชาติเยลโลสโตนในสหรัฐฯ อาจเกิดการระเบิดครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 6 แสนปีในระยะเวลาอันใกล้นี้ และทำให้พื้นที่ 2 ใน 3 ของสหรัฐฯ ได้รับความเสียหาย เถ้าถ่านของภูเขาไฟจะปกคลุมชั้นบรรยากาศไปค่อนโลก
รายงานระบุว่า โรเบิร์ต บ๊อบ สมิธ ศาสตราจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านธรณีพิบัติแห่งเยลโลสโตนจากมหาวิทยาลัยยูทาห์ ได้เปิดเผยกับ National Geographic ว่าตอนนี้เปลือกโลกบริเวณอุทยานแห่งชาติเยลโลสโตน รัฐไวโอมิง ได้มีการยกตัวผิดปกติเป็นบริเวณกว้าง คือยกตัวถึง 3 นิ้วต่อปีตลอดช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นสถิติการยกตัวที่มากที่สุดตั้งแต่มีการเริ่มบันทึกเมื่อปี 1923 (พ.ศ.2466) และพบว่าบ่อหินละลายที่อยู่ลึกลงไปใต้เปลือกโลกนั้นตื้นขึ้นมาก ซึ่งเป็นไปได้ว่านี่อาจจะเป็นสัญญาณอันตรายที่กำลังเตือนว่า ซูเปอร์โวลคาโน่ที่อยู่ภายใต้อุทยานแห่งชาติเยลโลสโตนกำลังนับถอยหลังรอวันระเบิดในอีกไม่ช้า และสิ่งที่น่ากลัวที่สุดก็คือ เมื่อมันจะระเบิดออกมาบนเปลือกโลกด้วยแรงดันมหาศาลใต้เปลือกโลก ก็จะมีอำนาจทำลายล้างทุกสิ่งบริเวณพื้นที่โดยรอบให้กลายเป็นจุน และเถ้าถ่านจากการระเบิดของมันก็จะทำลายชั้นบรรยากาศ และส่งผลกระทบไปทั่วโลกเลยทีเดียว

จากหลักฐานทางธรณีวิทยา พบว่า ซูเปอร์โวลคาโน่ใต้อุทยานแห่งชาติเยลโลสโตนเกิดการระเบิดมาแล้ว 3 ครั้ง โดยครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อ 2.1 ล้านปีก่อน และ ครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อ 6.4 แสนปีที่ผ่านมา ซึ่งจะเห็นได้ว่า วงจรของการระเบิดเกิดขึ้นทุก ๆ 6 - 7 แสนปี และนั่นก็หมายความว่า ช่วงเวลา 1 แสนปีนี้ มันอาจเกิดขึ้นได้อีกครั้ง

อย่างไรก็ดี นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีการคาดคะเนว่าการระเบิดของซูเปอร์โวลคาโน่ใต้อุทยานแห่งชาติเยลโลสโตนกำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่ช้า เพราะก่อนหน้านี้ นักวิทยาศาสตร์และนักธรณีวิทยาหลายท่านก็ได้ออกมาเปิดเผยถึงเรื่องนี้ไปแล้วเช่นกัน โดยมีการคาดการณ์กันว่า หายนะครั้งยิ่งใหญ่อันเกิดจากซูเปอร์โวลคาโน่นี้ อาจเกิดขึ้นอีกครั้งภายใน 70 ปีที่จะถึงนี้ก็เป็นได้ แต่ก่อนที่มันจะเกิดขึ้น ก็อาจจะเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวเป็นสัญญาณเตือนล่วงหน้า แต่ไม่ว่ามันจะเกิดขึ้นในระยะเวลาที่มีการคาดคะเนกันหรือไม่ หรือจะเกิดขึ้นคลาดเคลื่อนจากนั้นไปนานหลายร้อย หลายพันปี นักธรณีวิทยาก็ไม่ได้ประมาทกับเรื่องนี้ ยิ่งมีการจับตาเฝ้าจับตามองซูเปอร์โวลคาโน่ใต้อุทยานแห่งชาติเยลโลสโตนกันอย่างใกล้ชิดมากขึ้น เพราะมันต้องเกิดขึ้นอีกครั้งอย่างแน่นอน ซึ่งถ้าหากรู้ล่วงหน้า นั่นหมายถึงการมีชีวิตรอดของผู้คนในสหรัฐฯ ที่จะสามารถเตรียมรับมือและอพยพได้ทันเวลา

สำหรับการระเบิดของซูเปอร์โวลคาโน่ เป็นปรากฏการณ์ธรณีพิบัติที่แตกต่างจากภูเขาไฟระเบิดทั่ว ๆ ไป คือไม่มีลักษณะเป็นปล่องภูเขาไฟให้หินละลายใต้เปลือกโลกปะทุออกมาเรื่อย ๆ แต่มันกลับสะสมหินละลายไว้ใต้แผ่นเปลือกโลกเป็นเวลาหลายแสนปี จนเกิดเป็นบ่อหินละลายขนาดมหึมาที่อยู่ลึกลงไปใต้เปลือกโลกที่มีความลึกหลายสิบกิโลเมตร และมันจะดูดซับเอาก๊าซพิษต่าง ๆ สะสมไว้ด้วย ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไปหลายแสนปี ก็จะเกิดแรงดันมหาศาลใต้ผิวโลก ก่อนจะระเบิดออกมาบนผิวโลกในที่สุด โดยการระเบิดของมันจะทำให้หินละลายปะทุออกมาบนผิวโลกด้วยความเร็วสูง พ่นแม็กม่าออกมาได้มากกว่า 1,000 ลูกบาศก์กิโลเมตรและไหลได้เร็วกว่า 96 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มีพลังงานการระเบิดเท่ากับการทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ 1,000 ลูกทุก ๆ 1 วินาที และเมื่อบ่อหินละลายระเบิดออกมาหมดแล้วมันก็จะทำให้เปลือกโลกยุบตัวลงไป กลายเป็นหลุมขนาดมหึมาคล้ายอุกกาบาตพุ่งชนโลกในเวลาต่อมา

ส่วนผลกระทบที่ตามมาหลังจากการระเบิดนั้นจะทำให้สหรัฐฯ เกือบทั้งประเทศได้รับความเสียหายจากการระเบิด เกิดไฟไหม้ในพื้นที่ต่าง ๆ และเถ้าถ่านของการระเบิดจะลอยขึ้นไปปกคลุมชั้นบรรยากาศไปทั่วโลก ขณะที่ก๊าซจำพวกซัลเฟอร์ไดออกไซด์ก็จะสะท้อนแสงอาทิตย์ไม่ได้สาดส่องลงมาบนผิวโลกได้เหมือนเดิม ส่งผลให้อุณหภูมิบนโลกลดลงอย่างรวดเร็ว และแสงอาทิตย์ก็ไม่สามารถส่องมาได้เต็มที่เป็นเวลาหลายปี อีกทั้งอากาศ ฝน ก็ยังเป็นพิษจนสามารถทำลายชีวิตคนจำนวนมากได้ เรียกว่าเป็นมหันตภัยจากธรรมชาติที่ร้ายแรงที่สุด เป็นหายนะที่ทำลายล้างโลกได้อย่างแท้จริง


เตือนภัยพิบัติโลก
"กมฺมุนา วตฺตตี โลโก สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม"


วันเสาร์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2554

2ปี 2013 ระบบสุริยะวิปริต อวสานโลก ?

2 ความคิดเห็น

ตามปฏิทินของชนเผ่ามายาที่ทำไว้เมื่อ 2,000 ปีก่อนคริสตกาล ออกคำทำนายไว้ว่า ปี พ.ศ.2555 หรือค.ศ.2012 จะเป็นวันอวสานโลก ถึงขนาดทำเป็นหนังฉายให้คนทั้งโลกได้ดูสุดยอดมหาภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้น เมื่อถึงปี 2012 ผลจากความแปรปรวนของสุริยะจักรวาลและความผิดปกติของแสงอาทิตย์

ด้านนักวิทยาศาสตร์ก็มีการศึกษาค้นคว้าเรื่องจักรวาลและอวกาศ ได้ค้นพบความวิปริตของระบบสุริยะจักรวาลที่ส่งผลต่อทั้งโลก ทั้งพายุฝน น้ำท่วม น้ำแล้ง แผ่นดินไหว สึนามิ มีผู้สังเวยชีวิตมหาศาล แล้วตอนนี้ที่หิมะและอากาศเย็นยะเยือกกระหน่ำยุโรป ก็คาดเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก

ปี 2012 จะเป็นวันอวสานโลกจริงตามคำทำนายที่ชนเผ่ามายาระบุไว้หรือไม่....ไม่มีใครรู้


Omega Solar Eccentric World


แต่ ดร.ก้องภพ อยู่เย็น ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมการออกแบบเครื่องตรวจจับคลื่น ไมโครเวฟอินฟาเรด องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ หรือองค์การนาซา เจ้าของรางวัลวิศวกรดีเด่นจากนาซา ในฐานะผู้พัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ ในระบบตรวจจับพลังงานคลื่นไมโครเวฟจากนอกโลก เป็นนักวิทยาศาสตร์ไทยอีกคนที่ออกมาเตือนให้ทุกคนทราบถึงความปั่นป่วนของ ระบบสุริยะจักรวาลที่จะส่งผลกระทบกระเทือนต่อโลกโดยตรง และที่งานสัมมนาเชิงวิชาการเรื่อง "เจาะลึกภัยพิบัติ...พลิกวิกฤติให้เป็นทางรอด"

เขาบอกว่า จากการศึกษาไม่ใช่ ปี 2012 แต่เป็นปี 2013 ที่โลกจะเผชิญหายนะสูงสุด แม้จะไม่ตรงกับวันสิ้นโลกในปฏิทินของชาวมายา แต่ก็ได้ความว่า อีก 3 ปี พวกเราไม่รอดแน่ เป็นข้อมูลที่น่าตกใจ

ดร.ก้องภพ ให้ดูภาพเกี่ยวกับโลก ทางช้างเผือก ระบบสุริยะ และกาแล็กซี่ของโลก พร้อมระบุสิ่งที่จะพูดต่อจากนี้เป็นความเห็นส่วนตัวจากการศึกษาและรวบรวม หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ไม่เกี่ยวข้องกับองค์การนาซาที่กำลังทำงานอยู่ และ เขาบอกว่า ปี 2556 หรือ ค.ศ.2013 เป็นปีที่จะเกิดโนวาการระเบิดที่มีพลังงานมากที่สุด มันจะปลดปล่อยพลังงาน มหาศาล เพราะมีแนวโน้มว่าปฏิกิริยาพระอาทิตย์จะขึ้นสูงสุดในต้นปี 2013 นี้ และเกิดการพลิกกลับขั้วของแกนแม่เหล็กโลก ทำให้เกิดทั้งความร้อนสูงและการหดตัวของระบบสุริยะ

ช่วงนั้นดวงอาทิตย์โคจร ตัดผ่านทางช้างเผือกในทุก ๆ 33-35 ล้านปีพอดี ซึ่งทางช้างเผือกมีมวลของดาว 2,000-4,000 ล้านดวง หากเกิดการบีบหดตัว ดวง ดาวและอุกกาบาตบางส่วนจะกระเด็นเข้ามาในระบบสุริยะ ซึ่งเมื่อ 35 ล้านปีที่ แล้วเป็นช่วงที่มีอุกกาบาตเข้ามาเยอะ แต่ความเสี่ยงจะมากกว่า 10 เท่า ในปี 2013

"ตลอดระยะเวลา 10-20 ปีที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์ชาวรัสเซียทำงานองค์การอวกาศรัสเซียเทียบเท่านาซา สำรวจระบบสุริยะ พบมีการเปลี่ยนแปลงขอบด้านนอกสุดของระบบสุริยะ โดยวัดปริมาณความสว่างสูง ขึ้น 1,000% มีอะไรบางอย่างผิดปกติเกิดขึ้น เชื่อว่ามีพลังงานบางอย่างเข้ามาในระบบสุริยะ นาซาเองก็พบการเปลี่ยนแปลง เช่นกัน ภาพถ่ายจากดาวเทียม Imax ที่โคจรรอบโลก ปรากฏพลังงานที่เล็ดลอดเข้ามาในะบบสุริยะ เดินทางด้วยความเร็วสูง แนวที่มี พลังงานรั่วใกล้กับทางช้างเผือก แล้วยังค้นพบว่า เมื่อวัดแกนพลังงานนี้มี การเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาในระยะ 6 เดือน ไม่ใช่ลักษณะค่อยเป็นค่อยไป นี่เป็นสิ่งที่นอกเหนือการคาดการณ์ของนักวิทยาศาสตร์"

ดร.ก้องภพ ให้ข้อมูลอีกว่า นอกจากรายงานของนาซายืนยัน การบินอวกาศยุโรปยังมีภาพแบบร่างพลังงานสนามแม่เหล็กขนาดใหญ่และความร้อนสูง มากเคลื่อนตัวเข้าหาดวงอาทิตย์ แล้วยังมีข่าวอย่างเป็นทางการระบุการบีบอัดของชั้นขอบนอกระบบสุริยะ จะทำให้พลังงานรังสีคอสมิกเข้ามาในระบบสุริยะมากเป็นพิเศษ ส่งผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศบนโลก

นอกจากนี้ มีหลักฐานแสดงให้เห็นดวงอาทิตย์มีปฏิกริยาสูงสุดในรอบ 8,000 ปี และการที่นาซาส่งดาวเทียมโคจรที่ขอบด้านนอกเพื่อวัดความดันลมสุริยะช่วงปี 2547-2551 พบว่า ความเร็วลมสุริยะลดลงมาก ผลจากพลังงานบางอย่างเข้ามาบีบอัดลมสุริยะให้ลดลง สอดรับกับข่าวล่าสุดยืน ยันมีการเปลี่ยนแปลงด้านนอกสุดของระบบสุริยะ ส่งผลให้ความเร็วลมสุริยะลดลง 20 กิโลเมตรต่อวินาที ตั้งแต่เดือนสิงหาคม ปี 2550 เป็นต้นมา และในตอนนี้ดาวเทียมวัดความเร็วลมสุริยะพบว่าลดลงถึง 0 แล้ว เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเร็วกว่าที่คาดการณ์ถึง 4 ปี

"ดวงอาทิตย์มีวัฏจักร ทุก ๆ 11 ปี จะมีการพลิกกลับขั้วของสนามแม่เหล็กและเป็นช่วงที่เกราะป้องกันดวงอาทิตย์ ต่ำสุด คาดการณ์ว่าจะเกิดปี 2013 หรืออีก 3 ปีข้างหน้า ส่งผลให้เกิดภัยพิบัติรุนแรง จากการสำรวจของดาวเทียม ช่วงที่ดวงอาทิตย์มีปฏิกิริยาสูงสุด ทั้งฝุ่นละอองและอุกกาบาตเข้ามามากเป็นพิเศษ มีผลกระทบต่อดาวเคราะห์ทุกดวง" วิศวกรอาวุโสไทยองค์การนาซา กล่าว

เขายังให้ภาพความปั่นป่วนและเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับดาวเคราะห์ในระบบ สุริยะถ้วนหน้า ตั้งแต่ดาวพลูโต ที่พบความกดอากาศเพิ่มขึ้น 300 เปอร์เซ็นต์ ทั้งที่อยู่ห่างจากดวงอาทิตย์มากที่สุด ภาพดาวเนปจูนแสดงให้เห็นความสว่างจ้าของชั้นบรรยากาศเพิ่มขึ้น 40 เปอร์เซ็นต์ ดาวยูเรนัสก็เช่นเดียวกัน ความสว่างเพิ่มขึ้น กลุ่มเมฆมาก และมีการพลิกกับขั้วของสนามแม่เหล็ก ดาวเสาร์มีการเปลี่ยนแปลงในแนวเส้นศูนย์สูตรและเกิดปรากฏการณ์ออโรรา คือ มีแสงบนท้องฟ้าตอนกลางคืน แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงสนามแม่เหล็กอย่างมาก ดาวพฤหัสก็สว่างขึ้นถึง 200 เปอร์เซ็นต์ และร้อนจัดขึ้น

ส่วนดาวอังคารเกิดสภาวะโลกร้อน น้ำแข็งละลายกลายเป็นน้ำ มีพายุ มีการก่อตัวของเมฆในชั้นบรรยากาศดาวอังคาร ดาววีนัสสว่างขึ้น 2,500 เปอร์เซ็นต์ ในระยะเวลา 30 ปี แม้แต่ดาวพุธก็ค้นพบสนามแม่เหล็กสูงมาก และเกิดน้ำแข็ง มีฝุ่นละอองที่พัดออกมา ส่วนหนึ่งมาจากความดันลมสุริยะลดลง

สำหรับ ดาวเคราะห์โลกที่มนุษย์อาศัยก็เปลี่ยนแปลงมาก วิศวกรอาวุโสไทยจากองค์การนาซา เปิดเผยว่า จากการวัดปริมาณรังสีคอสมิกมีสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ เมื่อ 50 ปีที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ปริมาณจะลดลง แต่ปรากฏว่าไม่เป็นเช่นนั้น

"รังสีคอสมิกถ้ารับปริมาณมาก สิ่งมีชีวิตเกิดการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมหรือดีเอ็นเอ รวมถึงเกิดการกลายพันธุ์ เป็นโรคมะเร็ง แต่ไม่ต้องกังวลมาก การเปลี่ยนแปลงดีเอ็นเอเป็นเรื่องที่เคยเกิดขึ้นในอดีต นอกจากนี้ ตั้งแต่ปี 2540 เป็นต้นมา ปริมาณฝุ่นละอองที่เข้ามาในโลกมีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และจะสูงขึ้นอีก 13 เท่าตัว ในปี 2556 ปริมาณอุกกาบาตที่วัดได้มีสูงมากในปี 2541 อาจเพราะมีเทคโนโลยีตรวจจับวัตถุหรือมีอุกกาบาตเข้ามาเยอะขึ้น ฝนดาวตกก็เพิ่มขึ้น ยืนยันปรากฏการณ์นี้แสดงว่ามีวิกฤติเข้ามาในโลกมากขึ้น"

ดร.ก้องภพ กล่าวต่อว่า อีกความผิดปกติที่เกิดขึ้นคือ การเปลี่ยนแปลงความดันอากาศรอบนอก ธรรมดาเกิดขึ้นทุก 11 ปี แต่เมื่อวัดครั้งสุดท้ายผิดไปจากเดิม 28 เปอร์เซ็นต์ ทำให้ชั้นบรรยากาศลดต่ำลง ส่งผลให้โลกของเราไวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศนอกโลก เช่นเดียวกับภาพจากดาวเทียมวัดสนามแม่เหล็กรอบนอกแสดงให้เห็นรูรั่ว ที่มี อนุภาคและพลังงานหลุดลอดเข้ามาส่งผลต่อสภาพอากาศโลก ขั้วโลกเหนือน้ำแข็งละลาย ขั้วโลกใต้หิมะน้ำแข็งเพิ่มขึ้น

เวลานี้มีรายงานวิจัยมากขึ้น ชี้สนามแม่เหล็กโลกส่งผลกระทบต่อรังสีคอสมิกที่เข้ามาในชั้นบรรยากาศ ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพเมฆและก่อตัวของเมฆ นี่เป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นและหลีกเลี่ยงไม่ได้ รวมถึงความถี่ในการ เกิดแผ่นดินไหวส่งผลกระทบต่อโลกมากเป็นประวัติการณ์ ปี 2553 ทำสถิติสูงสุดในประวัติศาสตร์ นอกจากนี้ เราเห็นความสัมพันธ์ระหว่างปรากฏการณ์ความร้อนที่เกิดขึ้นบนโลก ทั้งอุณหภูมิโลกที่ร้อนขึ้น ความสว่างของดวงอาทิตย์ ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไป ในทางเดียวกัน ทั้งยังมีข้อมูลสถิติปี 2552-2553 ระบุความสูญเสียจากภัยพิบัติเพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่า

ปี 2556 ที่ ดร.ก้องภพ คาดการณ์ว่าดวงอาทิตย์จะมีปฏิกิริยาสูงสุด จะส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อดาวเทียม อุกกาบาตหรือหินนอกโลกอาจทำให้ดาวเทียมเสียหาย มนุษย์มีความเสี่ยงจากการเดินทางด้วยเครื่องบิน เพราะว่าจะได้รับรังสีแกมมา และคอสมิกปริมาณมาก รวมถึงเครื่องบินตก มีข้อมูลว่า 2-3 ปีมานี้ ปริมาณการส่งดาวเทียมไปนอกโลกจากทั่วโลกลดลง ก็ขึ้นกับการตี ความ ปี 2553 เป็นเพียงเริ่มต้นปฏิกิริยาสูงสุดของดวงอาทิตย์ อีก 3 ปีข้างหน้าจะรุนแรงขึ้น

ย้อนไปเมื่อวันที่ 2 กันยายน ปี 2402 มีผู้บันทึกไว้ว่าเกิดปฏิกิริยาพระอาทิตย์ครั้งใหญ่ ปีนั้นแสงอาทิตย์สว่างจ้า ระบบโทรเลขทำงานโดยอัตโนมัติ คนใช้โทรเลขถูกไฟฟ้าช็อตจากพลังงานที่เข้ามา ปัจจุบันผลกระทบจะสูงกว่าครั้งนั้น อาจ เกิดไฟฟ้าดับทั่วโลกหรืออุปกรณ์อิเล็กโทรนิกใช้การไม่ได้ ระบบหม้อแปลงไป จนถึงสายส่งเสียหาย สภาพอากาศแปรปรวน พายุถล่ม น้ำท่วม รวมถึงแผ่นดินไหว ต้องเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์และหาวิธีอยู่รอด

"พื้นที่เสี่ยงกับปฏิกิริยานี้ คือ ขั้วโลก สหรัฐ แคนาดา ประเทศในแถบเส้นศูนย์สูตรเสี่ยงน้อยกว่าแต่ไม่ใช่ไม่เกิดขึ้น ไม่อยากให้ ประมาท พม่าย้ายเมืองหลวงไม่มีเหตุผล เนเธอร์แลนด์สร้างบ้านลอยน้ำ เมืองซานฟรานซิสโก สหรัฐ สร้างเมืองตัวอย่างลอยน้ำ คาดว่าแล้วเสร็จปี 2013 หรือปี 2555 ทางการนอร์เวย์ย้ายศูนย์บัญชาการทหารลงใต้ดินเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา รัสเซียสร้างที่หลบภัยใต้ดิน 5,000 จุด เสร็จในปี 2012 นี่คือสิ่งที่แต่ละประเทศเตรียมการไว้ แต่ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด" ดร.ก้องภพ กล่าวโดยไม่สรุปใด ๆ เพราะต้องการทำหน้าที่ให้ความรู้จากข้อมูล วิทยาศาสตร์ที่ได้ศึกษาเพื่อสร้างความตระหนักในเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น ส่วนจะเชื่อหรือไม่ขึ้นกับวิจารณญานของแต่ละบุคคล

อย่างไรก็ตาม ดร.ก้องภพ ฝากทิ้งท้ายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมการรับมือภัยพิบัติที่จะมีขนาด ความรุนแรงแตกต่างกัน นโยบายของภาครัฐควรเน้นการป้องกันเพื่อลดการสูญเสีย ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา รัฐจะแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เมื่อประชาชนเดือดร้อนมาก อยากให้แก้ที่ต้นเหตุ และใช้เทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพตรวจจับสิ่งผิดปกติ มีกระบวนการแจ้งเตือนล่วงหน้า รวมถึงสร้างสถานที่หลบภัย ซ้อมอพยพบนเส้นทางหนีภัย อีกมาตรการหนึ่งที่สำคัญ เป็นการให้ความรู้และสร้างความเข้าใจกับประชาชนทั่วไปกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน

ส่วนคนทั่วไปต้องเรียนรู้พึ่งพาตัวเอง นอกจากหวังพึ่งรัฐที่อาจช่วยเหลือได้ไม่ทันท่วงที เช่น สร้างคลังอาหารสำรองในพื้นที่ ปลูกพืชผักสวนครัว รวมถึงสำรองอาหารและอุปกรณ์ยังชีพที่จะใช้เอาตัวรอดในเหตุฉุกเฉิน 3-5 วัน ระยะยาวเห็นว่าทำตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงเป็นแนวทางที่เหมาะสมและเกิด ประโยชน์ที่สุด


ขอขอบคุณข้อมูลจาก

หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์


เตือนภัยพิบัติโลก


"กมฺมุนา วตฺตตี โลโก สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม"

คลิป ดร.ก้องภพ ปี 2012 จะเกิดภัยพิบัตจริงหรือไม่

3 ความคิดเห็น

วันนี้ผมมีคลิปวีดีโอของ ดร.ก้องภพ ซึ่งท่านได้บรรยายเอาไว้ในงานสัมมนา "เจาะลึกภัยพิบัติ พลิกวิกฤตให้เป็นทางรอด" เมื่อวันที่ 19 ธันวาคมที่ผ่านมา ซึ่งผมก็ไม่ได้ไปร่วมชมการบรรยายด้วย และก็มีหลายคนที่พาด หรือไม่ได้ไปร่วมงานนี้ ผมจึงได้เอาคลิปของท่าน มาให้ชมกันครับ




เตือนภัยพิบัติโลก

"กมฺมุนา วตฺตตี โลโก สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม"

วันพฤหัสบดีที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2554

น้ำแข็งโลกละลายสัญญาณเตือนภัยพิบัติ

0 ความคิดเห็น

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 24 เมษายน 2549 09:40 น.

ในวันที่ 22 เมษายนของทุกปี โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งองค์การสหประชาชาติ (United Nations Environment Program : UNEP) ประกาศให้ ถือเป็น วันคุ้มครองโลก (Earth Day)

วันนี้ เป็นวันที่เราจะมีโอกาสรำลึกถึงสิ่งแวดล้อม และใคร่ครวญว่าเราจะต้องทำอะไรอีกบ้างเพื่อปกป้องของขวัญที่ธรรมชาติมอบแก่โลกของเราใบนี้ และสิ่งที่บรรดานักวิทยาศาสตร์หรือนักอนุรักษ์เป็นห่วง ในขณะนี้ คือ ปรากฏการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(Climate change) หรือภาวะโลกร้อน ซึ่งเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้น้ำแข็งของโลกละลายนั่นเอง

เตือนภัยพิบัติ


ในรอบหลายปีที่ผ่านมา อาณาจักรแห่งน้ำแข็งทั้งบริเวณขั้วโลก ธารน้ำแข็ง หรือแม้น้ำแข็งในทะเล กำลังแตกละเอียดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยและค่อยๆ ละลายอย่างผิดปกติ ปรากฏการณ์ธรรมชาติที่ไม่ธรรมดานี้ ถือเป็น สัญญาณเตือนภัยล่วงหน้า ที่โลกกำลังออกอาการฟ้องว่ากำลังย่ำแย่ และมนุษยโลกถึงคราวที่จะต้องระวังตัวกันไว้ให้ดี

คำถามสำคัญที่เชื่อเป็นอย่างยิ่งว่า หลายคนคงอยากรู้ หากน้ำแข็งของโลกละลายจะส่งผลอย่างไรต่อมนุษย์ตาดำๆ อย่างเราๆ บ้าง?

ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการศูนย์เครือข่ายศึกษาการเปลี่ยนแปลงของโลก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (Souteast Asia START Regional Centre) อธิบายถึง สถานการณ์น้ำแข็งของโลก ไว้ว่า น้ำแข็งมีความสำคัญกับระบบนิเวศวิทยาอย่างมากโดยทำหน้าที่คล้าย ป่า โดยเฉพาะในเขตหนาว น้ำแข็ง เป็นส่วนหนึ่งของวัฏจักรน้ำ เสมือนฟองน้ำที่คอยโอบอุ้มน้ำ ชะลอการไหลบ่าของกระแสน้ำ เมื่อถึงหน้าร้อนก็ละลายเป็นน้ำหล่อเลี้ยงแม่น้ำสายต่างๆ


เตือนภัยพิบัติโลก


อย่างไรก็ดี ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมานี้ น้ำแข็งของโลกประกอบด้วย 3 ส่วนใหญ่ๆ คือ น้ำแข็งขั้วโลก น้ำแข็งบนยอดเขา และน้ำแข็งในทะเล ทั้ง 3 ส่วน เกิดปรากฎการณ์น้ำแข็งละลายมากผิดปกติ โดยน้ำแข็งมีการแตกตัวเป็นก้อนเล็กๆ เพิ่มมากขึ้น ส่วนก้อนเล็กๆ ที่มีอยู่เดิมก็หายไป ขณะที่น้ำแข็งบนยอดเขาก็ละลายเพิ่มมากขึ้น โดยสังเกตได้ชัดจากการเก็บภาพถ่ายมาเปรียบเทียบ และน้ำแข็งในทะเลก็บางลงและเกิดน้ำแข็งน้อยลงด้วย

ผลลัพธ์ที่ตามมาก็คือ ระดับน้ำทะเลจะค่อยๆ เพิ่มสูงขึ้น สร้างความเดือดร้อนแก่พื้นที่ชายฝั่งทะเลทั่วโลก อุณหภูมิของกระแสน้ำในมหาสมุทร ความชื้นในอากาศและการไหลเวียนของอากาศโลก เกิดความเปลี่ยนแปลงที่ไม่สมดุลกัน

เตือนภัยพิบัติโลก

ตัวอย่างดังที่ภาพยนตร์เรื่อง The Day After Tomorrow จินตนาการเอาไว้ ตามทฤษฎีแล้วสามารถเป็นไปได้ เนื่องจากกระแสน้ำอุ่นและกระแสน้ำเย็นปะทะกัน ขณะที่น้ำจืดที่ละลายจากธารน้ำแข็งไหลลงสู่มหาสมุทรทำให้กระแสน้ำบริเวณนั้นมีความเค็มน้อยลง มวลของน้ำและความหนาแน่นลดลงด้วย และผลจากอากาศที่อุ่นขึ้นยังทำให้เกิดฝนตกหนักและเพิ่มปริมาณน้ำยิ่งทำให้ความเค็มในน้ำทะเลลดเกิดการบล็อกเส้นทางของกระแสน้ำ ซึ่งจะเห็นว่าสามารถเกิดขึ้นได้แต่ต้องมีอิทธิพลปัจจัยหลายอย่างสนับสนุน

ส่วนในประเทศไทยอาจยังไม่สามารถโยงให้เห็นผลกระทบที่ชัดเจนได้ เนื่องจากน้ำในแม่น้ำโขงมาจากการละลายของน้ำแข็งเพียง 10-15% และเมื่อน้ำแข็งจากเทือกเขาไหลลงสู่แม่น้ำโขงก็ยังถูกควบคุมโดยเขื่อนทำให้เห็นสัญญาณไม่ชัดเจน ซึ่งผลกระทบโดยตรงจึงมีไม่มากนัก

สำหรับผลกระทบจากการที่น้ำทะเลสูงขึ้นในรอบ 50 ปี นี้มีประมาณ 5-10 เซนติเมตร ซึ่งอาจจะดูเป็นตัวเลขที่ไม่น่ากลัว เมื่อรวมกับปัจจัยน้ำขึ้นน้ำลงและอื่นๆ มีผลทำให้ระดับน้ำเพิ่มขึ้นประมาณ 1 เมตร อย่างไรก็ดี การที่ระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้นเพียง 10 เซนติเมตร ก็สามารถสร้างความเสียหายให้กับพื้นที่ราบลุ่มปากแม่น้ำ เช่น ปากแม่น้ำเจ้าพระยา บางขุนเทียน ซึ่งปัจจุบันปัญหาน้ำทะเลกัดเซาะก็สร้างปัญหาอยู่แล้ว นอกจากนั้นก็เป็นชายฝั่งทะเล ตะวันออก ตลอดจนสงขลา ซึ่งเป็นพื้นที่เศรษฐกิจแหล่งเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ แม้จะไม่กินบริเวณกว้างมากแต่ก็เป็นจุดสำคัญเลยทีเดียว

นอกจากนั้น ความแปรปรวนของธรรมชาติจะมีมาก อุณหภูมิของโลกจะเพิ่มขึ้น เกิดภัยธรรมชาติรุนแรงและถี่ขึ้น ไม่ว่าจะเป็นพายุ น้ำท่วม น้ำทะเลหนุนสูง และความแห้งแล้ง ซึ่งการที่น้ำแข็งละลายอย่างรวดเร็วก็ถือเป็นการเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของโลกเร็วขึ้นด้วย

ในส่วนของการรับมือภัยพิบัติจากธรรมชาตินั้น ดร.อานนท์ มองว่า ที่ผ่านมาประเทศไทยไม่ให้ความสนใจอาจเพราะมีเรื่องอื่นที่มีความเร่งด่วนกว่า เราจึงไม่เคยเตรียมความพร้อมในเรื่องนี้เลย ซึ่งอาจเพราะดูเป็นเรื่องไกลตัวด้วย แต่เมื่อทั่วโลกเริ่มหวั่นวิตกมากขึ้น โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา ซึ่งตื่นตัวกับเหตุการณ์นี้มาก ทำให้เริ่มมีการพูดคุย ถกเถียงมากขึ้นเป็นวงกว้าง

ทั้งนี้ ช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ในการประชุมบนเวทีโลกอย่างพิธีสารโตเกียวเองไทยก็ยังไม่มีบทบาทมากมายนัก และประเด็นการพูดคุยยังเป็นการเน้นลดการปลดปล่อยปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากกว่า ในขณะที่ประเทศที่พัฒนาแล้วเป็นผู้สร้างปัญหาเรื่องนี้มากกว่าประเทศกำลังพัฒนาด้วยซ้ำ ดังนั้นไทยจึงควรที่จะมีการเรียกร้องให้ประชาคมโลก สนับสนุนด้านเทคโนโลยีในการปรับตัวและรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น

ที่มา: www.manager.co.th


เตือนภัยพิบัติ
"กมฺมุนา วตฺตตี โลโก สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม"

Tags:

วันจันทร์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2554

แจกฟรีหนังสือธรรมะ “พุทธวิธีเตรียมตัวตาย”

52 ความคิดเห็น

ชื่อหนังสือ “พุทธวิธีเตรียมตัวตาย”

"มีสติไม่สร้างกรรมใหม่ เผชิญกรรมเก่าอย่างไม่เป็นทุกข์ ด้วยกรรมฐาน"

...หนังสือ พุทธวิธีเตรียมตัวตาย เล่มนี้ เป็นบทพระธรรมเทศนาของพระธรรมสิงหบุราจารย์ (หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม) วัดอัมพวัน จังหวัดสิงห์บุรี

เป็นบทพระ ธรรมเทศนาที่ดีมีประโยชน์ ช่วยให้คนเข้าใจกฎแห่งกรรมได้อย่างแจ่มแจ้ง เนื้อใน 4 สี ทั้งเล่ม พร้อมภาพวาดประกอบสวยงาม ทำเชิงอรรถเสริมคำอธิบายเพื่อให้ผู้อ่านอ่านง่ายและและเข้าใจเนื้อความได้ อย่าง รวดเร็ว แจ่มแจ้ง

อ่านสิบรอบ คิดสิบหน ฝึกฝนปัญญา ฉลาดใช้ เฉลียวคิด ชีวิตสนุก สุข สงบ เย็น

(สัพพะทานัง ธัมมะทานัง ชินาติ: การให้ธรรมะเป็นทาน ชนะการให้ทั้งปวง)




***หัวข้อ พุทธวิธีเตรียมตัวตาย***

- จิตใจต่ำ ทำโลกแย่ ต้องรีบแก้
- พ่อแม่ต้องอยู่ใกล้ อย่าให้เด็กหลงทาง
- พัฒนาถูกที่ เอาดีได้แน่
- ปัญหาของชีวิตเกิดจากกรรมชั่วที่ตัวสร้าง
- TOP HIT 5 ทุกข์
- ทางแก้ทุกข์ ทุเลากรรม ด้วยการสร้างความรู้, คุณธรรม, ทำกรรมฐาน
- คนเรามีปัญหาแตกต่าง เพราะสร้างเหตุไว้ต่างกัน
- เจริญกรรมฐาน รู้กฎแห่งกรรม แก้ปัญหาได้
- คุณหมอนั่งกรรมฐาน แก้ปัญหารักร้าว
- ปฏิบัติกรรมฐาน ได้สติ เกิดปัญญา พบทางออก
- มีสติ พูดดี...เข้าใจง่าย, ขาดสติ พูดร้าย...เข้าใจยาก
- จงเตรียมตัวตายจริง, ตายสมมติ, ตายสูญ
- คนเราตายได้ทุกเวลา อย่าประมาท เตรียมตัวให้พร้อม
- ตายเพราะหมดอายุ, หมดกรรม, หรืออุบัติเหตุตัดรอน
- อุปมาการตาย เหมือนไฟตะเกียงดับ
- ฝึกสติเตรียมพร้อมก่อนตาย
- วิธีเตรียมตัวตาย
- เตรียมตัวตอนแก่ จะแย่ไม่ทันการณ์
- ไม่เอาใจใส่ดูแลพ่อแม่ ตอนแก่จะถูกลูกทอดทิ้ง
- ไม่ดูแลพ่อแม่ยามป่วย ลูกก็ไม่ช่วยยามเจ็บไข้
- จิตไร้ความกตัญญู จะอดสูภายหลัง
- จงมีความกตัญญู รู้กฎแห่งกรรม เพื่อการเตรียมตัวตาย
- จงทำกรรมฐาน เพื่อแก้กรรม และเตรียมตัวตาย
- กรรมฐานช่วยให้หายโกรธ
- กรรมฐานช่วยให้ตายอย่างมีสติ
- สร้างความดี มักมีหนี้กรรมมาทวง จงอย่าท้อถอย
- มี "พุทโธ" ในใจ ตายแล้วฟื้น
- ฆ่าตัวตาย ขณะใจผ่องใส ทำยากนะ
- หลังตายอยากกินอาหารดี มีเสื้อผ้าสวยใส่ ให้ถวายทานด้วยอาหารดี เสื้อผ้าดี
- ตั้งแต่วินาทีนี้ทำทันที จงมีคุณธรรม เชื่อกฎแห่งกรรม ทำกรรมฐาน
- วิชาความรู้ติดตัวข้ามภพ
- ตายขณะจิตมีโทสะ จึงเกิดเป็นอสุรกาย
- ชินในบาป จึงตายในบาป เกิดใหม่ในอบายภูมิ
- ขอให้เตรียมตัวตายให้ดีที่สุด
**บทสวดมนต์ชำระใจ ชำระกรรม**
**บทสวดมนต์ชำระใจ ชำระกรรม**
- บทบูชาพระรัตนตรัย
- บทกราบพระรัตนตรัย
- บทนอบน้อมพระพุทธเจ้า
- บทขอขมาพระรัตนตรัย
- บทไตรสรณคมน์
- บทสรรเสริญพระพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ (อิส์วาสุ)
- ชทพุทธชัยมงคลคาถา (คาถาพาหุงฯ)
- บทชยปริตร (คาถามหากา)
- บทสัพพมงคลคาถา
- บทพระพุทธคุณ (อิติปิ โส เท่าอายุ +1)

ถ้าท่านใดสนใจหนังสือก็แจ้งมาได้เลยครับ จะเอาไว้อ่านเอง ก็จะเป็นประโยชน์ต่อตัวเราเอง หรือว่าจะเอาไปอ่าน สอนลูก สอนหลาน ก็จะยิ่งมีประโยชน์เพิ่มเข้าไปอีก หรือ อาจจะเอาไปให้คนอื่น หรือ ตามห้องสมุดประชาชน ห้องสมุดโรงเรียน จะในกรุงเทพ หรือต่างจังหวัด ก็จะเป็นประโยชน์เท่าทวีคูณ เพราะหนึ่งเล่ม สามารถอ่านได้หลายคน ก็จะเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ

ผมจะแจกให้ได้สูงสุด 2 เล่ม ต่อหนึ่งคน จะเอาไว้อ่านซักหนึ่งเล่ม และเอาไปแจกให้คนอื่นอีกซักหนึ่งเล่มก็ไม่เป็นไร ยังงัยถ้าท่านใดสนใจก็แจ้งชื่อ แลที่อยู่มานะครับ ผมยินดีจะส่งให้

ขอบคุณมากครับ



เตือนภัยพิบัติ
"กมฺมุนา วตฺตตี โลโก สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม"

เกิดข้อผิดพลาดใน Gadget นี้

รายงานแผ่นดินไหวทั่วโลก




รายงานแผ่นดินไหวภายในประเทศและใกล้เคียง