/*----Yahoo site map-------*/ /*----Bing site map-------*/

ค้นหาอะไรก็เจอ

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ 2012 วันสิ้นโลก แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ 2012 วันสิ้นโลก แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2554

2ปี 2013 ระบบสุริยะวิปริต อวสานโลก ?

2 ความคิดเห็น

ตามปฏิทินของชนเผ่ามายาที่ทำไว้เมื่อ 2,000 ปีก่อนคริสตกาล ออกคำทำนายไว้ว่า ปี พ.ศ.2555 หรือค.ศ.2012 จะเป็นวันอวสานโลก ถึงขนาดทำเป็นหนังฉายให้คนทั้งโลกได้ดูสุดยอดมหาภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้น เมื่อถึงปี 2012 ผลจากความแปรปรวนของสุริยะจักรวาลและความผิดปกติของแสงอาทิตย์

ด้านนักวิทยาศาสตร์ก็มีการศึกษาค้นคว้าเรื่องจักรวาลและอวกาศ ได้ค้นพบความวิปริตของระบบสุริยะจักรวาลที่ส่งผลต่อทั้งโลก ทั้งพายุฝน น้ำท่วม น้ำแล้ง แผ่นดินไหว สึนามิ มีผู้สังเวยชีวิตมหาศาล แล้วตอนนี้ที่หิมะและอากาศเย็นยะเยือกกระหน่ำยุโรป ก็คาดเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก

ปี 2012 จะเป็นวันอวสานโลกจริงตามคำทำนายที่ชนเผ่ามายาระบุไว้หรือไม่....ไม่มีใครรู้


Omega Solar Eccentric World


แต่ ดร.ก้องภพ อยู่เย็น ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมการออกแบบเครื่องตรวจจับคลื่น ไมโครเวฟอินฟาเรด องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ หรือองค์การนาซา เจ้าของรางวัลวิศวกรดีเด่นจากนาซา ในฐานะผู้พัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ ในระบบตรวจจับพลังงานคลื่นไมโครเวฟจากนอกโลก เป็นนักวิทยาศาสตร์ไทยอีกคนที่ออกมาเตือนให้ทุกคนทราบถึงความปั่นป่วนของ ระบบสุริยะจักรวาลที่จะส่งผลกระทบกระเทือนต่อโลกโดยตรง และที่งานสัมมนาเชิงวิชาการเรื่อง "เจาะลึกภัยพิบัติ...พลิกวิกฤติให้เป็นทางรอด"

เขาบอกว่า จากการศึกษาไม่ใช่ ปี 2012 แต่เป็นปี 2013 ที่โลกจะเผชิญหายนะสูงสุด แม้จะไม่ตรงกับวันสิ้นโลกในปฏิทินของชาวมายา แต่ก็ได้ความว่า อีก 3 ปี พวกเราไม่รอดแน่ เป็นข้อมูลที่น่าตกใจ

ดร.ก้องภพ ให้ดูภาพเกี่ยวกับโลก ทางช้างเผือก ระบบสุริยะ และกาแล็กซี่ของโลก พร้อมระบุสิ่งที่จะพูดต่อจากนี้เป็นความเห็นส่วนตัวจากการศึกษาและรวบรวม หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ไม่เกี่ยวข้องกับองค์การนาซาที่กำลังทำงานอยู่ และ เขาบอกว่า ปี 2556 หรือ ค.ศ.2013 เป็นปีที่จะเกิดโนวาการระเบิดที่มีพลังงานมากที่สุด มันจะปลดปล่อยพลังงาน มหาศาล เพราะมีแนวโน้มว่าปฏิกิริยาพระอาทิตย์จะขึ้นสูงสุดในต้นปี 2013 นี้ และเกิดการพลิกกลับขั้วของแกนแม่เหล็กโลก ทำให้เกิดทั้งความร้อนสูงและการหดตัวของระบบสุริยะ

ช่วงนั้นดวงอาทิตย์โคจร ตัดผ่านทางช้างเผือกในทุก ๆ 33-35 ล้านปีพอดี ซึ่งทางช้างเผือกมีมวลของดาว 2,000-4,000 ล้านดวง หากเกิดการบีบหดตัว ดวง ดาวและอุกกาบาตบางส่วนจะกระเด็นเข้ามาในระบบสุริยะ ซึ่งเมื่อ 35 ล้านปีที่ แล้วเป็นช่วงที่มีอุกกาบาตเข้ามาเยอะ แต่ความเสี่ยงจะมากกว่า 10 เท่า ในปี 2013

"ตลอดระยะเวลา 10-20 ปีที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์ชาวรัสเซียทำงานองค์การอวกาศรัสเซียเทียบเท่านาซา สำรวจระบบสุริยะ พบมีการเปลี่ยนแปลงขอบด้านนอกสุดของระบบสุริยะ โดยวัดปริมาณความสว่างสูง ขึ้น 1,000% มีอะไรบางอย่างผิดปกติเกิดขึ้น เชื่อว่ามีพลังงานบางอย่างเข้ามาในระบบสุริยะ นาซาเองก็พบการเปลี่ยนแปลง เช่นกัน ภาพถ่ายจากดาวเทียม Imax ที่โคจรรอบโลก ปรากฏพลังงานที่เล็ดลอดเข้ามาในะบบสุริยะ เดินทางด้วยความเร็วสูง แนวที่มี พลังงานรั่วใกล้กับทางช้างเผือก แล้วยังค้นพบว่า เมื่อวัดแกนพลังงานนี้มี การเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาในระยะ 6 เดือน ไม่ใช่ลักษณะค่อยเป็นค่อยไป นี่เป็นสิ่งที่นอกเหนือการคาดการณ์ของนักวิทยาศาสตร์"

ดร.ก้องภพ ให้ข้อมูลอีกว่า นอกจากรายงานของนาซายืนยัน การบินอวกาศยุโรปยังมีภาพแบบร่างพลังงานสนามแม่เหล็กขนาดใหญ่และความร้อนสูง มากเคลื่อนตัวเข้าหาดวงอาทิตย์ แล้วยังมีข่าวอย่างเป็นทางการระบุการบีบอัดของชั้นขอบนอกระบบสุริยะ จะทำให้พลังงานรังสีคอสมิกเข้ามาในระบบสุริยะมากเป็นพิเศษ ส่งผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศบนโลก

นอกจากนี้ มีหลักฐานแสดงให้เห็นดวงอาทิตย์มีปฏิกริยาสูงสุดในรอบ 8,000 ปี และการที่นาซาส่งดาวเทียมโคจรที่ขอบด้านนอกเพื่อวัดความดันลมสุริยะช่วงปี 2547-2551 พบว่า ความเร็วลมสุริยะลดลงมาก ผลจากพลังงานบางอย่างเข้ามาบีบอัดลมสุริยะให้ลดลง สอดรับกับข่าวล่าสุดยืน ยันมีการเปลี่ยนแปลงด้านนอกสุดของระบบสุริยะ ส่งผลให้ความเร็วลมสุริยะลดลง 20 กิโลเมตรต่อวินาที ตั้งแต่เดือนสิงหาคม ปี 2550 เป็นต้นมา และในตอนนี้ดาวเทียมวัดความเร็วลมสุริยะพบว่าลดลงถึง 0 แล้ว เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเร็วกว่าที่คาดการณ์ถึง 4 ปี

"ดวงอาทิตย์มีวัฏจักร ทุก ๆ 11 ปี จะมีการพลิกกลับขั้วของสนามแม่เหล็กและเป็นช่วงที่เกราะป้องกันดวงอาทิตย์ ต่ำสุด คาดการณ์ว่าจะเกิดปี 2013 หรืออีก 3 ปีข้างหน้า ส่งผลให้เกิดภัยพิบัติรุนแรง จากการสำรวจของดาวเทียม ช่วงที่ดวงอาทิตย์มีปฏิกิริยาสูงสุด ทั้งฝุ่นละอองและอุกกาบาตเข้ามามากเป็นพิเศษ มีผลกระทบต่อดาวเคราะห์ทุกดวง" วิศวกรอาวุโสไทยองค์การนาซา กล่าว

เขายังให้ภาพความปั่นป่วนและเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับดาวเคราะห์ในระบบ สุริยะถ้วนหน้า ตั้งแต่ดาวพลูโต ที่พบความกดอากาศเพิ่มขึ้น 300 เปอร์เซ็นต์ ทั้งที่อยู่ห่างจากดวงอาทิตย์มากที่สุด ภาพดาวเนปจูนแสดงให้เห็นความสว่างจ้าของชั้นบรรยากาศเพิ่มขึ้น 40 เปอร์เซ็นต์ ดาวยูเรนัสก็เช่นเดียวกัน ความสว่างเพิ่มขึ้น กลุ่มเมฆมาก และมีการพลิกกับขั้วของสนามแม่เหล็ก ดาวเสาร์มีการเปลี่ยนแปลงในแนวเส้นศูนย์สูตรและเกิดปรากฏการณ์ออโรรา คือ มีแสงบนท้องฟ้าตอนกลางคืน แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงสนามแม่เหล็กอย่างมาก ดาวพฤหัสก็สว่างขึ้นถึง 200 เปอร์เซ็นต์ และร้อนจัดขึ้น

ส่วนดาวอังคารเกิดสภาวะโลกร้อน น้ำแข็งละลายกลายเป็นน้ำ มีพายุ มีการก่อตัวของเมฆในชั้นบรรยากาศดาวอังคาร ดาววีนัสสว่างขึ้น 2,500 เปอร์เซ็นต์ ในระยะเวลา 30 ปี แม้แต่ดาวพุธก็ค้นพบสนามแม่เหล็กสูงมาก และเกิดน้ำแข็ง มีฝุ่นละอองที่พัดออกมา ส่วนหนึ่งมาจากความดันลมสุริยะลดลง

สำหรับ ดาวเคราะห์โลกที่มนุษย์อาศัยก็เปลี่ยนแปลงมาก วิศวกรอาวุโสไทยจากองค์การนาซา เปิดเผยว่า จากการวัดปริมาณรังสีคอสมิกมีสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ เมื่อ 50 ปีที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ปริมาณจะลดลง แต่ปรากฏว่าไม่เป็นเช่นนั้น

"รังสีคอสมิกถ้ารับปริมาณมาก สิ่งมีชีวิตเกิดการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมหรือดีเอ็นเอ รวมถึงเกิดการกลายพันธุ์ เป็นโรคมะเร็ง แต่ไม่ต้องกังวลมาก การเปลี่ยนแปลงดีเอ็นเอเป็นเรื่องที่เคยเกิดขึ้นในอดีต นอกจากนี้ ตั้งแต่ปี 2540 เป็นต้นมา ปริมาณฝุ่นละอองที่เข้ามาในโลกมีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และจะสูงขึ้นอีก 13 เท่าตัว ในปี 2556 ปริมาณอุกกาบาตที่วัดได้มีสูงมากในปี 2541 อาจเพราะมีเทคโนโลยีตรวจจับวัตถุหรือมีอุกกาบาตเข้ามาเยอะขึ้น ฝนดาวตกก็เพิ่มขึ้น ยืนยันปรากฏการณ์นี้แสดงว่ามีวิกฤติเข้ามาในโลกมากขึ้น"

ดร.ก้องภพ กล่าวต่อว่า อีกความผิดปกติที่เกิดขึ้นคือ การเปลี่ยนแปลงความดันอากาศรอบนอก ธรรมดาเกิดขึ้นทุก 11 ปี แต่เมื่อวัดครั้งสุดท้ายผิดไปจากเดิม 28 เปอร์เซ็นต์ ทำให้ชั้นบรรยากาศลดต่ำลง ส่งผลให้โลกของเราไวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศนอกโลก เช่นเดียวกับภาพจากดาวเทียมวัดสนามแม่เหล็กรอบนอกแสดงให้เห็นรูรั่ว ที่มี อนุภาคและพลังงานหลุดลอดเข้ามาส่งผลต่อสภาพอากาศโลก ขั้วโลกเหนือน้ำแข็งละลาย ขั้วโลกใต้หิมะน้ำแข็งเพิ่มขึ้น

เวลานี้มีรายงานวิจัยมากขึ้น ชี้สนามแม่เหล็กโลกส่งผลกระทบต่อรังสีคอสมิกที่เข้ามาในชั้นบรรยากาศ ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพเมฆและก่อตัวของเมฆ นี่เป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นและหลีกเลี่ยงไม่ได้ รวมถึงความถี่ในการ เกิดแผ่นดินไหวส่งผลกระทบต่อโลกมากเป็นประวัติการณ์ ปี 2553 ทำสถิติสูงสุดในประวัติศาสตร์ นอกจากนี้ เราเห็นความสัมพันธ์ระหว่างปรากฏการณ์ความร้อนที่เกิดขึ้นบนโลก ทั้งอุณหภูมิโลกที่ร้อนขึ้น ความสว่างของดวงอาทิตย์ ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไป ในทางเดียวกัน ทั้งยังมีข้อมูลสถิติปี 2552-2553 ระบุความสูญเสียจากภัยพิบัติเพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่า

ปี 2556 ที่ ดร.ก้องภพ คาดการณ์ว่าดวงอาทิตย์จะมีปฏิกิริยาสูงสุด จะส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อดาวเทียม อุกกาบาตหรือหินนอกโลกอาจทำให้ดาวเทียมเสียหาย มนุษย์มีความเสี่ยงจากการเดินทางด้วยเครื่องบิน เพราะว่าจะได้รับรังสีแกมมา และคอสมิกปริมาณมาก รวมถึงเครื่องบินตก มีข้อมูลว่า 2-3 ปีมานี้ ปริมาณการส่งดาวเทียมไปนอกโลกจากทั่วโลกลดลง ก็ขึ้นกับการตี ความ ปี 2553 เป็นเพียงเริ่มต้นปฏิกิริยาสูงสุดของดวงอาทิตย์ อีก 3 ปีข้างหน้าจะรุนแรงขึ้น

ย้อนไปเมื่อวันที่ 2 กันยายน ปี 2402 มีผู้บันทึกไว้ว่าเกิดปฏิกิริยาพระอาทิตย์ครั้งใหญ่ ปีนั้นแสงอาทิตย์สว่างจ้า ระบบโทรเลขทำงานโดยอัตโนมัติ คนใช้โทรเลขถูกไฟฟ้าช็อตจากพลังงานที่เข้ามา ปัจจุบันผลกระทบจะสูงกว่าครั้งนั้น อาจ เกิดไฟฟ้าดับทั่วโลกหรืออุปกรณ์อิเล็กโทรนิกใช้การไม่ได้ ระบบหม้อแปลงไป จนถึงสายส่งเสียหาย สภาพอากาศแปรปรวน พายุถล่ม น้ำท่วม รวมถึงแผ่นดินไหว ต้องเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์และหาวิธีอยู่รอด

"พื้นที่เสี่ยงกับปฏิกิริยานี้ คือ ขั้วโลก สหรัฐ แคนาดา ประเทศในแถบเส้นศูนย์สูตรเสี่ยงน้อยกว่าแต่ไม่ใช่ไม่เกิดขึ้น ไม่อยากให้ ประมาท พม่าย้ายเมืองหลวงไม่มีเหตุผล เนเธอร์แลนด์สร้างบ้านลอยน้ำ เมืองซานฟรานซิสโก สหรัฐ สร้างเมืองตัวอย่างลอยน้ำ คาดว่าแล้วเสร็จปี 2013 หรือปี 2555 ทางการนอร์เวย์ย้ายศูนย์บัญชาการทหารลงใต้ดินเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา รัสเซียสร้างที่หลบภัยใต้ดิน 5,000 จุด เสร็จในปี 2012 นี่คือสิ่งที่แต่ละประเทศเตรียมการไว้ แต่ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด" ดร.ก้องภพ กล่าวโดยไม่สรุปใด ๆ เพราะต้องการทำหน้าที่ให้ความรู้จากข้อมูล วิทยาศาสตร์ที่ได้ศึกษาเพื่อสร้างความตระหนักในเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น ส่วนจะเชื่อหรือไม่ขึ้นกับวิจารณญานของแต่ละบุคคล

อย่างไรก็ตาม ดร.ก้องภพ ฝากทิ้งท้ายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมการรับมือภัยพิบัติที่จะมีขนาด ความรุนแรงแตกต่างกัน นโยบายของภาครัฐควรเน้นการป้องกันเพื่อลดการสูญเสีย ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา รัฐจะแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เมื่อประชาชนเดือดร้อนมาก อยากให้แก้ที่ต้นเหตุ และใช้เทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพตรวจจับสิ่งผิดปกติ มีกระบวนการแจ้งเตือนล่วงหน้า รวมถึงสร้างสถานที่หลบภัย ซ้อมอพยพบนเส้นทางหนีภัย อีกมาตรการหนึ่งที่สำคัญ เป็นการให้ความรู้และสร้างความเข้าใจกับประชาชนทั่วไปกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน

ส่วนคนทั่วไปต้องเรียนรู้พึ่งพาตัวเอง นอกจากหวังพึ่งรัฐที่อาจช่วยเหลือได้ไม่ทันท่วงที เช่น สร้างคลังอาหารสำรองในพื้นที่ ปลูกพืชผักสวนครัว รวมถึงสำรองอาหารและอุปกรณ์ยังชีพที่จะใช้เอาตัวรอดในเหตุฉุกเฉิน 3-5 วัน ระยะยาวเห็นว่าทำตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงเป็นแนวทางที่เหมาะสมและเกิด ประโยชน์ที่สุด


ขอขอบคุณข้อมูลจาก

หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์


เตือนภัยพิบัติโลก


"กมฺมุนา วตฺตตี โลโก สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม"

วันพฤหัสบดีที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ปฏิทินของชาวเผ่ามายัน ระบุวันสิ้นโลก วันที่ 21 ธันวา 2012

0 ความคิดเห็น

เป็น ที่ยอมรับว่าปฏิทินของชาวมายันมีความเที่ยงตรงอย่างมาก เที่ยงตรงกว่าปฏิทินระบบที่เราใช้กันในสากลมากมาย เพราะชาวมายันทำปฏิทินจากระบบดวงดาว โดยปฏิทินนี้ไม่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนอะไรเลยถึง 380,000 ปี (ในขณะที่ปฏิทินที่เราใช้ต้องมี Leap Year ทุกๆ 4 ปีเป็นต้น)


ชาวมายัน


จะเกิดอะไรขึ้นในวันนั้น

คำถามนี้เป็นปัญหาโลกแตก (literally speaking) จริงๆ เพราะนอกจากจะเกี่ยวกับเรื่องวันสิ้นโลกแล้ว ยังเป็นคำถามที่ไม่มีใครให้คำตอบที่แน่นอนได้ มีเพียงการคาดเดา การผูกโยงข้อมูลต่างๆ เพื่อทำนายถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในวันสิ้นโลก (ดู http://www.december212012.com/articles.shtml) เหตุการณ์ที่คาดเดากันว่าจะเกิดและเหตุการณ์ที่เกี่ยวเนื่องมีทั้งเรื่องของ ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติบนดวงอาทิตย์ที่จะเกิดผลกระทบยิ่งใหญ่กับระบบสุริยะจักรวาลและโลกของเรา ภัยพิบัติทางธรรมชาติที่จะเกิดขึ้นจนถึงวันที่ 21 ธันวา 2012 การเปลี่ยนขั้วของขั้วโลกเหนือใต้ ฯลฯ

แล้วชาวมายันทำนายไว้ว่าอย่างไร

ชาวมายันไม่ได้เขียนชัดเจนว่า วันที่ 21 ธันวา 2012 จะเป็นวันสิ้นสุดของโลก มีผู้คนจำนวนมากเชื่อว่า มันคือวันที่โลกจะเปลี่ยนแปลงจากยุคหนึ่งเป็นอีกยุคหนึ่ง และเรามีหน้าที่ที่จะต้องเตรียมรับมือกับวันนั้นให้ได้ เพื่อความอยู่รอดจากการเปลี่ยนแปลง และหลังจากวันนั้น โลกของเราจะมีสันติสุขอย่างแท้จริง

ปฏิทินของชาวมายันโดยคร่าว

จาก ปฏิทินของชาวมายัน เรากำลังอยู่ในช่วงปลายของ 1 วันแห่งระบบจักรวาล หรือ End of a Galactic Day ซึ่งระยะเวลา 1 วัน แห่งระบบจักรวาลนั้นยาวนานถึง 25,625 ปี และแบ่งได้เป็น 5 ช่วง ช่วงละ 5,125 ปี และขณะนี้เราอยู่ในช่วงปลายของช่วงที่ 5 แล้ว ชาวมายันบอกว่า นับจากปี 1999 เราจะมีเวลา 13 ปีที่จะปรับเปลี่ยนทัศนคติและจิตสำนึกของการอยู่บนโลกใบนี้เพื่อที่จะรอดจาก การทำลายล้าง และในขณะเดียวกัน ก็ก้าวสู่เส้นทางที่จิตสำนึกใหม่ปูให้กับการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข

ตามศาสตร์ของชาวมายัน ทุกๆ 5,125 ปี ดวงอาทิตย์จะเกิดปรากฏการณ์บางอย่างที่สัมพันธ์กับศูนย์กลางทางช้างเผือกอัน กว้างใหญ่ และจากปรากฏการณ์นั้นเอง ดวงอาทิตย์จะได้รับ “ประกายไฟ” (Spark of light) ซึ่งทำให้ดวงอาทิตย์ส่องแสงและส่งผ่านความร้อนรุนแรงมากขึ้น อย่างที่นักวิทยาศาสตร์เรียกว่า “Solar Flares” และยังทำให้ขั้วแม่เหล็กของดวงอาทิตย์เปลี่ยนแปลง ซึ่งส่งผลต่อมายังโลก เกิดการสับเปลี่ยนขั้วโลก และทำให้เกิดหายนะทางธรรมชาติตามมามากมาย ปรากฏการณ์เหล่านี้ ชาวมายันเชื่อว่าเป็นเพียงกระบวนการทางธรรมชาติกระบวนการหนึ่งที่จะเกิดขึ้น ซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างสม่ำเสมอ เปรียบเหมือนการหายใจของคน และจะไม่มีทางเปลี่ยนแปลงหรือหยุดไป เหตุการณ์เหล่านี้เคยเกิดขึ้นมาแล้ว 4 ครั้ง (4 รอบแรกของปรากฏการณ์จากดวงอาทิตย์) และจะเกิดขึ้นอีกเป็นครั้งที่ 5 เมื่อครบ 5,125 ปี ซึ่งก็คือวันที่ 21 ธันวาคม 2012 นั่นเอง


หมายเหตุ: บทความนี้ ทางผู้จัดทำบล็อกได้ทำการคัดลอกมา แล้วได้นำมาเสนอแก่ท่านผู้ที่สนใจเกี่ยวกับเรื่องราวของภัยพิบัติ ที่อาจจะเกิดขึ้นทั้งในปัจจุบัน และอนาคต มิได้ทำการเขียนบทความเหล่านี้ขึ้นมาเอง โปรดใช้วิจารญาณในการอ่าน

เตือนภัยพิบัติ
"กมฺมุนา วตฺตตี โลโก สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม"

วันพุธที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

นับถอยหลังถึงวันเปลี่ยนโลก

0 ความคิดเห็น

โลกแบบเก่า กำลังจะสิ้นสุดหรือสิ้นยุคลงไปแล้วหรือ?

หลายทศวรรษที่ผ่านมา โลกมีการเปลี่ยนแปลงมาโดยตลอดจากยุคการปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์ จนถึงยุคการปฏิวัติอุตสาหกรรม และสู่ยุคเทคโนโลยีสารสนเทศหรือยุคดิจิตอลในปัจจุบัน นับเป็นการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วและกระทบถึงกันทั่วโลกเรียกว่า โลกาภิวัตร (globalization)

การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับโลกใบนี้ เห็นได้ชัดเจนและส่อว่าจะรุนแรงขึ้นเป็นลำดับ ภัยพิบัติธรรมชาติเกิดถี่ขึ้น และ มีผลกระทบต่อวัฏจักรต่าง ๆของโลก ทั้งดิน น้ำ ลม อากาศ และอุณภูมิความร้อน การเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศอันเป็นผลมาจากอุณภูมิความร้อนที่เพิ่มขึ้นของมหาสมุทร ส่งผลกระทบทำให้บางแห่งฝนตกหนักมาก แต่พื้นที่บางแห่งแห้งแล้งอย่างรุนแรง และมีผลกระทบต่อระบบนิเวศทั้งพืชและสัตว์ แผ่นดินไหวขนาดใหญ่ก่อให้เกิดแผ่นดินแตกแยก แผ่นดินยุบตัวหรือก่อให้เกิดคลื่นยักษ์สึนามิที่มีความสูงหลายสิบเมตร ทำลายชีวิตและทรัพย์สินของมนุษย์ในทุกภูมิภาคของโลก

ผู้นำของโลกและนักวิทยาศาสตร์ที่มีข้อมูลจากการวิเคราะห์วิจัยด้วยทฤษฎีต่าง ๆ ตระหนักถึงความหายนะที่จะเกิดขึ้นจึงพร้อมใจกันออกมาเตือนภัยแก่ชาวโลก หยุดภาวะวิกฤติเพื่อความอยู่รอดของมนุษย์และทุกชีวิตบนโลกก่อนที่จะสายเกินแก้

จากนี้ไปจนกว่าจะถึง 21/12/2012 แนวโน้มแห่งภัยพิบัตินานาประการ ที่จะเกิดขึ้นกับโลกทั้งโลก ในระดับวันพิพากษาโลกหรือวันสิ้นโลก มันกำลังคืบคลานเข้ามาสู่โลกและมวลมนุษย์ชาติชัดขึ้น แรงขึ้น และเร็วขึ้นทุกที หรือจะเป็นวันเปลี่ยนโลกจริงๆ เวลานับถอยหลังของโลกเรามาถึงแล้ว!

21/12/2012 วันสิ้นโลกจริงหรือ?

1 ความคิดเห็น

มีคำทำนายที่ว่า ในปี 2012 โลกจะแตก หรือเป็นวันสิ้นโลก พร้อมกับมีหนังสือหลายเล่มและสื่อหลายแขนงออกมาให้ข้อมูล บทความ และการแสดงความคิด ความเห็น ทั้งสนับสนุนและวิพากษ์วิจารย์กันอย่างกว้างขวาง ทำให้คนทั่วโลกมีโอกาสรับรู้ถึงเหตุผลจากคำทำนายดังกล่าวซึ่งเป็นของชาวมายา ชนเผ่าเก่าแก่ที่มีความแม่นยำในเรื่องของดาราศาสตร์ และระบบสุริยะ คำพยากรณ์ของชาวมายาได้จากการสังเกตุการณ์ทางดาราศาสตร์เป็นเวลานานกว่า 2,000 ปี กล่าวว่า เที่ยงคืนวันที่ 21/12/2012 จะเป็นจุดเริ่มต้นของยุคใหม่ ที่จะมาพร้อมกับเลือดและความทรมาน รวมทั้งความหวังและอนาคต มีทฤษฎีเสริมคำทำนายอีกว่า ปี 2012 จะเป็นปีอันสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นปีที่เกิดกลียุค หรือเป็นจุดเริ่มต้น สิ่งที่เกิดขึ้นจะไม่มีเหตุการณใดในประวัติศาสตร์มนุษย์เทียบได้เลย

ดูจากสภาพปัจจุบันของโลกว่า มีภัยคุกคามอันเนื่องมาจากภาวะความเปลี่ยนแปลงของดิน ฟ้า อากาศ หรือภัยคุกคามจาก "ภาวะโลกร้อน"ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ระดับแนวหน้าของโลกหลายรายเช่น ดร.เจมส์ อี.เลิฟล็อค (Dr.James Ephraim Lovelock ) ได้พยายามอธิบายภาพจินตนาการต่าง ๆ ตามที่เขาคาดการณ์เอาไว้ในหนังสือของตนและพิมพ์เผยแพร่เมื่อปี ค.ศ.2006 ว่า "ในอนาคตอันใกล้จะเกิดความเลวร้ายต่อโลกของเรา อย่างน้อยก็มากกว่า 2 เท่าจากที่เคยเกิดขึ้นในยุคน้ำแข็งครั้งสุดท้าย การโจมตีกลับของธรรมชาติครั้งนี้ จะรุนแรงกว่ายุคที่เคยเชื่อกันว่า ได้ทำให้มนุษย์นีแอลด์เดอร์ธัล ซึ่งเคยมีชีวิตอยู่ก่อนมนุษย์เรา ต้องสูญพันธุ์มาแล้ว.."

สภาพของโลกที่ ดร.เจมส์ คาดการณ์ต่อไปว่า "มันจะเกิดยุคแห่งความร้อน ที่จะร้อนกันชนิดโลกทั้งโลกปราศจากน้ำแข็งแทบโดยสิ้นเชิง และสิ่งที่จะตามมาอย่างไม่น่าเชื่อหรือคาดไม่ถึง คือ พายุร้ายที่จะทวีความรุนแรงสุดขีดและมีอันตรายถี่ยิ่งขึ้นๆ ปริมาณป่าฝนหลายต่อหลายพื้นที่ในโลก จะถูกแปรสภาพให้กลายเป็นพื้นที่น้ำท่วมโดยเฉียบพลัน สลับกับการเป็นพื้นที่ที่แห้งผากแบบเดี่ยวกับทะเลทรายใจกลางทวีปออสเตรเลีย ณ เวลานั้น ประชากรโลกนับพัน ๆล้านคน จะไร้ที่อยู่อาศัย ไร้ที่ทำกิน ไร้อาหารอย่างที่ไม่มีใครช่วยเหลือได้ จะต้องล้มตายลง หลังจากนั้น โลกจะร้อนจัดหรือหนาวจัดอีกเพียงใดยากที่จะทำนายได้ สุดท้ายโลกใบนี้จะไม่มีทางกลับมาเป็นโลกที่ให้ความสุข ความสงบ ความร่มเย็นได้อย่างที่เราเคยรู้จักอีกต่อไป "

ส่วนนักวิทยาศาสตร์ระดับโลกอีกท่านคือ ดร.เดวิด นาบาร์โร ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคระบาด แห่งองค์การอนามัยโลก ออกมาสรุปไว้ตั้งแต่ต้นปี ค.ศ. 2003 " ภายในศตวรรษนี้..ประชากรโลกจะต้องเผชิญกับโรคระบาดทั้งโรคแบบใหม่และโรคระบาดแบบเดิมที่จะกลับมาระบาดใหม่ ไม่น้อยกว่า 180 ชนิด ถ้าหากไม่สามารถควบคุมได้ อานุภาพในการสังหารของมันจะร้ายแรงและสามารถคร่าชีวิตผู้คนได้อย่างมหาศาล.."

การประชุมว่าด้วยสภาวะโลกร้อน ในปี ค.ศ. 2001 นายร็อบ วัตสัน ประธาน IPCC ได้วาดภาพจินตนาการให้บรรดาผู้นำประเทศต่าง ๆที่เข้าร่วมประชุมเห็นว่า "ในอีกไม่กี่สิบปีข้างหน้า..ประชาการแทบทุกพื้นที่ในโลกนี้จะต้องเผชิญกับภาวะน้ำท่วมครั้งใหญ่ และการแพร่กระจายของโรคระบาด..ความเปลี่ยนแปลงของบรรยากาศในโลก จะนำมาซึ่งหายนะต่อมวลมนุษยชาติอย่างไม่อาจประเมินได้ .."

ปรัชญาชาวตะวันออกเช่น อี้จิง ซึ่งเป็นัมภีร์ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงของจีน เทววิทยาแบบฮินดูและความเชื่อของชาวพื้นเมืองต่างๆ สามารถตีความเพื่อสนับสนุนวันสิ้นโลกในปี 2012 ได้

มีการตีความคัมภีร์ไบเบิลที่พยากรณ์ไว้ว่าโลกจะถึงจุดจบในปี 2012 ชาวมุสลิม คริสต์ ยิว จะมีการเคลื่อนไหวเพื่อเข้าสู่สงครามครั้งสุดท้าย
ยังมีข้อมูลที่ได้นำเสนอเป็นบทความ สารคดี ภาพยนต์ ตลอดจนการแสดงความคิดเห็น ข้อเท็จจริงที่สามารถพิสูจน์ยืนยันด้วยกรรมวิธีทางวิทยาศาสตร์อีกมากมาย เผยแพร่ในเว็บไซต์หลายพันหลายหมื่นเว็บไซต์ที่จะสืบค้นนำมาหาคำตอบ แต่ก็ยังมีคำถามของชาวโลกที่ค้างคาใจอยู่อีกว่า " 21/12/2012 จะเป็นวันสิ้นโลกจริงหรือ ? "

รายงานแผ่นดินไหวทั่วโลก




รายงานแผ่นดินไหวภายในประเทศและใกล้เคียง