/*----Yahoo site map-------*/ /*----Bing site map-------*/

ค้นหาอะไรก็เจอ

วันพุธที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2555

สาส์นสำคัญจากแม่พระธรณี




ผม เข้าใจ (เอาเอง) ว่ายังมีคนอีกหลายคนที่ยังไม่ได้อ่านสิ่งที่แม่ฯมาสื่อ ผมเลยถือโอกาสนี้คัดบางถ้อยคำที่ผมถือว่าโดนใจผมเป็นการส่วนตัวมาให้อ่านกัน นะครับ
-----------------
มนุษย์ท้าทายความที่ชีวิตต้องดับสูญด้วยการทำสิ่งที่ไม่เกิดสิ่งที่ดีต่อตัว เอง เจ้าคิดสิ วันหนึ่งมนุษย์สร้างกรรมซ้ำแล้วซ้ำเล่า แล้วความตายมันจะชะลออยู่ได้อย่างไรล่ะลูก เมื่อเจ้ายังหยุดเวลาไม่ได้ เจ้ายังหยุดสิ่งที่ทำชั่วไม่ได้ แม่ถึงได้มาชี้ให้เห็น มนุษย์อวดตนว่าเป็นผู้ฉลาด อวดตนว่าเป็นผู้คิดค้น แต่ก็ยังมิสามารถที่จะคิดค้นหรือจับต้องสิ่งที่เรียกว่า ความศรัทธาของมนุษย์ ได้ด้วยเครื่องที่ทันสมัย
-----------------
แต่เจ้าจำไว้นะลูกนะ เมื่อเจ้าเป็นลูกแม่ เจ้าทำในสิ่งที่เป็นกรรมต่อผู้อื่นโดยที่เจ้ารู้มากกว่าผู้อื่น เจ้าจะได้รับโทษทัณฑ์มากกว่ามนุษย์ผู้อื่นเป็นหลายสิบเท่า อย่างที่กฎมนุษย์มีไว้ ผู้ใดแต่งเครื่องแบบ ทำผิดโดยรู้เท่า เขาจะมีกฎรับโทษทัณฑ์มากกว่าผู้อื่น ใช่มั้ยลูก?
-----------------
สิ่งเร้นลับที่เจ้าเรียก ทำทุกอย่างได้เกินกว่ามนุษย์คิด แต่มันมิใช่กิจของสิ่งเหล่านี้ใช่มั้ยลูก? ที่ต้องมานั่งแปรสิ่งต่างๆเพื่อมาบำเรอความต้องการของมนุษย์ผู้โลภ มิเช่นนั้น เราคงมิต้องให้สิ่งเร้นลับมาดูแลพวกเจ้า มาให้เจ้าให้อาหาร ให้น้ำ ให้เสื้อผ้าสวมใส่ เราจะก็สามารถแปรสิ่งต่างๆให้มาเป็นปัจจัยสำคัญของการดำรงชีพได้ และแปรสิ่งเหล่านั้นให้กับพวกเจ้าได้รับความสุขสบาย เจ้าคิดเช่นนั้นมั้ย? ถ้าทำเช่นนั้นได้ มนุษย์ก็จะกลายเป็นมนุษย์ผู้ช่างขอใช่มั้ยลูก? ไม่ประกอบกิจอะไร เช้ามาเจ้าก็จุดธูป ขออย่างเดียว เมื่อขอได้ เจ้าก็ไหว้บอกว่าสิ่งเร้นลับเหล่านี้ศักดิ์สิทธิ์ เมื่อเจ้าขอไม่ได้ เจ้าก็บอกว่าสิ่งเร้นลับเหล่านี้ไม่ศักดิ์สิทธิ์
-----------------
ที่บางคนมักจะบอกว่า ทำไมคนชั่วจึงได้ดีในสังคมนี้ใช่มั้ย แต่เจ้าอย่าลืมนะลูกนะว่าคนชั่วเมื่อถูกกรรมถาโถม พระแม่คงคาถาโถม มันหนักจนหลับตาไม่ลง มันทรมาน มากกว่าดินโคลนที่อุดปากและจมูก มีแต่เพียงลมหายใจรวยระรินและความทรมาน มิได้หลับตายอย่างที่ผู้มีบุญ จำนะลูก จงตายอย่างสงบ ดีกว่าชีวิตสิ้นด้วยความทรมาน
-----------------
มนุษย์ยังพิสูจน์ไม่ได้ว่า ที่เขาเรียกว่ากรรมมีจริงหรือไม่ มนุษย์จึงก่อแต่กรรม ใช่มั้ยลูก เพราะมนุษย์พิสูจน์ไม่ได้ แต่กรรม..แม่จะบอกเจ้าไว้ เหมือนกับประโยชน์ที่อยู่ในดิน เจ้ามองไม่เห็นประโยชน์ในดินใช่มั้ยลูก แต่ดินทำให้หญ้าน้อยใหญ่เติบโต มิมีน้ำ หญ้าก็เติบโตได้ด้วยอาหารในดินใช่มั้ยลูก เช่นกัน กรรมก็เหมือนสิ่งที่อยู่ในดิน ที่มนุษย์มองไม่เห็น แต่สามารถรู้ได้ว่าดินมีประโยชน์
-----------------
แม่ก็ได้แต่หวัง ผู้ใดเชื่อ ผู้นั้นก็จะรอด ผู้ใดมิเชื่อ แต่มิลบหลู่ ก็จะต้องรอด แต่รอดอย่างไรนั้นก็อยู่ที่ตัวเขาเช่นกัน กลับใจได้ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็ให้อภัยนะลูกนะ แต่ผู้ใดมิเชื่อแต่ลบหลู่ ผู้นั้นแหละลูก จะถูกโทษทัณฑ์ใหญ่หลวง
-----------------
สิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็เหมือนกับ ลม ฟ้า อากาศ ที่บางครั้งมนุษย์พยายามใช้เครื่องมือในการจัดพยากรณ์ แต่มนุษย์มิเคยได้ล่วงรู้ว่า อนาคตจะเกิดอะไรขึ้นใช่หรือไม่ เจ้าใช้เครื่องมือวิทยาศาสตร์พิสูจน์ได้มั้ย ได้มั้ยลูก? และเจ้าก็พิสูจน์สิ่งศักดิ์สิทธิ์ไม่ได้เช่นกัน ใช่มั้ยลูก? สิ่งที่เจ้าจะพิสูจน์กันได้ คือความเชื่อมั่น และศรัทธา นะลูกนะ ตราบใดที่เจ้าเชื่อมั่น สิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็จะคุ้มครองเจ้า
-----------------
จงยึดมั่น ในสิ่งที่เจ้าเชื่อว่าศักดิ์สิทธิ์ ไม่จำเป็นต้องยึดมั่นเรานะลูกนะ ยึดมั่นสิ่งที่เจ้าเรียกว่า สิ่งศักดิ์สิทธิ์ของเจ้า แล้วเจ้าจะได้สิ่งศักดิ์สิทธิ์เหล่านั้นตอบแทนให้นะ
-----------------
ตราบใดที่มนุษย์มิตาย นั่นแหละเรียกว่ามนุษย์ศักดิ์สิทธิ์ ถ้าตราบใดที่วิญญาณออกจากร่างมนุษย์ได้ เจ้าแพ้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ แต่จงจำนะลูกนะ แพ้หรือชนะ ไม่ใช่สิ่งที่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ต้องการ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ต้องการเพียงอย่างเดียว ความศรัทธาในความดี เชื่อมั่นในความเป็นธรรม
-----------------
มิมีสัจธรรมอันใดที่อยากได้สิ่งที่มนุษย์เรียกว่าเงินตรา สิ่งศักดิ์สิทธิ์มิได้อยู่ด้วยเงิน เจ้าอย่าซื้อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ด้วยเงิน เหมือนที่มนุษย์ชอบซื้อกันด้วยเงินนะ จำไว้นะลูกนะ สิ่งศักดิ์สิทธิ์มิต้องการเงินตราจากมนุษย์ แต่ต้องการเพียงคำภาวนา และสิ่งที่เจ้าทำความดีสะสมเอาไว้เพื่อตัวเจ้าเอง จำนะลูกนะ อย่าซื้อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ด้วยเงิน สิ่งศักดิ์สิทธิ์ตีค่ามิได้ แต่จงตีค่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ด้วยเส้นทางแห่งธรรมะนะลูกนะ
-----------------
แม่อยากจะบอกเจ้านะลูกชาวดินเอ๋ย เมื่อเจ้าหิว เจ้าจงกินเข้าไปเพื่อร่างกายที่แข็งแรง เมื่อเจ้าอยากได้ความสุข เจ้าจงแสวงหาความสุขที่ไม่อยู่บนความทุกข์ของผู้ใด เมื่อเจ้าโหยหาธรรมะ เจ้าจงแสวงหาสิ่งที่เป็นสัจธรรมโดยแท้จริง สิ่งที่เป็นสัจธรรมไม่ได้อยู่ไกลเกินเอื้อมนะลูกนะ มันอยู่ข้างกายเจ้า มันอยู่ในใจเจ้า มันอยู่ในความคิดเจ้า
-----------------
จำไว้นะลูกชาวดิน เหมืองทองทั้งหลายที่แม่เคยให้สัจจะเจ้าไว้ จะไม่ถูกเปิดเลยแม้แต่แห่งเดียว เพราะความโลภกำลังครอบงำลูกชาวดินของแม่ สมบัติแม่พระธรณีจะไม่ให้แก่ผู้ใดทั้งสิ้น ตราบใดที่มนุษย์ยังไม่ยอมก้มหัวให้กันและกัน ยังไม่ยอมละทิ้งความโลภ ยังไม่กล่าวคำว่าขอโทษซึ่งกันและกัน พ่อภูผาจะเกิดขึ้นมาเพื่อพิพากษาเจ้า แม่คงคาจะม้วนตัวกลับ กลืนชีวิตของพวกเจ้าไป และ ณ บัดนี้ แม่พระธรณีจะแยกร่างเพื่อรับร่างเจ้าให้หายลงไป เพื่อที่จะกลบร่างเจ้าให้หมดไปจากโลกนี้ ให้ฝังความโลภ ความเย่อหยิ่ง ความจองหอง เหลือเพียงความร่ำไห้ ความร้องหาจากกัน
-----------------
แต่ถ้าเจ้าเป็นผู้เจริญธรรมในเรื่องของสิ่งที่ต้องการแสวงหาอำนาจ แสวงหาการยอมรับนับถือ เจ้าจะได้รับแค่คำกราบไหว้ เจ้าจะมีใจหม่นหมองยึดต่อทรัพย์สินสมบัติ นั่นคือหนทางพาไปสู่ความฉิบหายของธรรมะ
-----------------
แต่จงจำแม่พูดและจงประกาศนะลูกนะ “สิ่งเร้นลับ” เป็นสิ่งที่ดีงามทั้งนั้น แต่สิ่งที่อยู่ที่โล่งแจ้งอย่างที่พวกมนุษย์กระทำ ไม่ว่าจะเป็นการเข่นฆ่า การแสวงหาอำนาจโดยมิชอบ การหาทรัพย์ศฤงคารโดยที่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนนั้น และทำในที่โล่งแจ้ง ถือเป็นสิ่งที่น่าอายมากกว่าสิ่งเร้นลับที่มิเคยทำอะไรให้ผู้ใดเดือดร้อน เพียงแต่สิ่งเร้นลับมิได้ออกมาโต้ตอบอะไรกับพวกมนุษย์ มิได้ออกมาทำอะไรให้มนุษย์เห็น เพียงแต่รอวันที่มนุษย์ทำร้ายตัวเอง เมื่อการทำร้ายตัวเองเกิดขึ้นก็เหมือนกับกระจกบานใหญ่คือสิ่งเร้นลับ มันก็จะหักเหแสงมุม กลับไปยังเจ้าของที่เป็นผู้กระทำสิ่งเลวร้ายขึ้นมาซึ่งก็คือมนุษย์ไงลูก เข้าใจหลักวิทยาศาสตร์ของพวกเจ้ามั๊ย?
-----------------
การสื่อทุกครั้งแม่จะผ่านพวกเจ้า หรือเจ้าจะทำเทคโนโลยีอะไรของมนุษย์ก็ตามแต่ แต่แม่ก็จะพูดอยู่ใน ณ ที่นี้นะลูกนะ อย่าให้มนุษย์ยึดถือรูปลักษณ์เป็นเครื่องเชื่อถือ แต่อยากให้มนุษย์ยึดสิ่งที่แม่กล่าว หรือเรียกว่าวจี โดยนำไปคิดตรึกตรองด้วยสมองของมนุษย์ที่เรียกว่าเป็น“นักคิด” มนุษย์คิดได้ทุกอย่าง แต่ทำไมมนุษย์ไม่คิดถึงคำที่สิ่งเร้นลับเปล่งออกไปหละลูก มนุษย์เชื่อมนุษย์ด้วยกันใช่มั๊ยลูก แต่ทำไมมนุษย์จึงไม่เชื่อสิ่งที่ตนเองไม่สามารถจับต้องได้
ทุกอย่างมันจะเกิดให้มนุษย์จับต้องได้ด้วยความตายและหายนะนะลูกนะ
-----------------
มนุษย์อาจจะถามเจ้าว่า “ที่นี่มีการทรงเจ้ารึ?” เจ้าจงตอบเถอะ “ที่นี่มิมีเจ้า “เจ้า”หมายถึง “ผู้นำ” ที่นี่มีแต่ความอ่อนน้อมถ่อมตน ที่นี่มีแต่สิ่งที่มนุษย์เรียกว่า “ดินที่ต่ำต้อย” แต่ดินอันนี้นะลูกนะ พร้อมที่จะให้มนุษย์เดินตาม ผู้ใดเดินตามดิน ผู้นั้นจะรอดและมีความสุข”
-----------------
“การภาวนา”หมายถึงการแลกกับชีวิตเพื่อนมนุษย์หลายๆ ล้านคน แม่มิได้มาบอกเพื่อให้เจ้าสวดเพื่อตัวเจ้าเอง แต่จงภาวนาให้กับเพื่อนมนุษย์ที่มิอาจยอมรับสิ่งเร้นลับ มิอาจที่จะยอมรับในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ภาวนานะลูกนะ แม่จะให้ประโยคไว้ จงพิมพ์และเผยแพร่ออกไปเพื่อหยุดยั้งการสูญเสียชีวิตมนุษย์ ใครไม่เชื่อ มิต้องเป็นกังวล แม่จะทำงานเพื่อพวกเจ้า มิให้พวกเจ้าถูกประณามว่าเป็นผู้ที่ไร้สาระ
-----------------
คำภาวนาเท่านั้น ที่จะดับทุกสิ่งทุกอย่างให้เกิดการสูญเสียน้อยที่สุด เปรียบแล้วคำภาวนาก็เหมือนการยื่นอุทธรณ์ต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เมื่อมนุษย์ถูกพิพากษา ยังต้องมีการยื่นขอความยุติธรรมซึ่งก็ยังถูกรับไว้ ก็เช่นกัน เมื่อมนุษย์ร้องขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็เปิดโอกาสและยอมรับในสิ่งที่มนุษย์ขอเหมือนการยื่น อุทธรณ์
-----------------
เหมือนการที่เจ้าเติมน้ำทุกวันในแก้วใหญ่ เจ้าเติมทุกวันมันก็เต็มจนกระทั่งล้นอย่างไร้ประโยชน์ เจ้าก็ยังพยายามเติมเข้าไป ทั้งๆ ที่รู้ว่ามันล้น เหมือนการกระทำที่มนุษย์พยายามสร้างกรรมขึ้นมาให้กับสิ่งที่มนุษย์เรียกว่า “สังคม” สร้างแต่กรรมชั่ว เข่นฆ่ากัน ผิดประเวณี ฉกฉวยเอาของผู้อื่นมาเป็นของตนเอง มักใหญ่ใฝ่สูง เย่อหยิ่งจองหอง ฯลฯ มนุษย์กระทำขึ้นมาด้วยตัวเองทั้งนั้น แต่มักจะโทษสิ่งเร้นลับว่าขอแล้วมิได้ จึงต้องกระทำชั่ว ปล้นจี้ด้วยความจน
มิมีมนุษย์ผู้ใดจนนะลูกนะ แต่มนุษย์เอาทรัพย์ศฤงคารเป็นเครื่องตัดสินว่าจนหรือรวย ทำไมมนุษย์ไม่เอาคำว่า“ความเป็นมนุษย์”เป็นเครื่องตัดสินหละลูก
-----------------
มนุษย์มิจำเป็นต้องบวชเหมือนบรรพชิตทั่วไปก็สามารถเป็นผู้สำเร็จศีลได้นะลูก นะ มนุษย์เป็นผู้แสดงธรรมะก็ได้ ไม่ใช่เพศบรรพชิตเท่านั้นที่จะเป็นผู้บรรลุธรรม มนุษย์ไม่ทำกรรมก็คือผู้บรรลุธรรม
-----------------
แม่มิได้ให้เจ้าหลงเฉพาะการที่นำเอาวิญญาณหรือจิตของบุรพกษัตริย์มายึด เหนี่ยว แต่นั่นคือการให้เจ้าไปน้อมนบถึงผู้มีพระคุณที่ได้ยอมสละความสุข มิแสวงหาอำนาจ มิทำให้ลูกหลานเดือดร้อน แต่ยอมสละสิ่งที่สุขสบายที่สุดในชีวิต เพื่อให้พวกเจ้าได้มีดินแดนที่สงบสุข ได้มีความร่มเย็น ได้มีทุกสิ่งทุกอย่างด้วยเลือดเนื้อของพวกเขาที่ได้สูญเสียไป
-----------------
ในยุคหนึ่ง มนุษย์มิต้องใช้สิ่งที่เรียกว่า “พระเจ้าคือเงินตรา” มาดำรงชีวิตเลยนะลูกนะ ยุคของการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ยุคของการเห็นใจซึ่งกันและกัน ยุคนั้นเป็นยุคที่มนุษย์มีความสุขที่สุด เป็นยุคที่ไม่รู้จักคำว่า “เข่นฆ่า” และอยู่ร่วมกันโดยสันติ ข้าวไม่ต้องซื้อ น้ำไม่ต้องปันผล ทุกอย่างอยู่อย่างมีความสุขเพราะไม่มีผู้แสวงหาความโลภ ไม่มีผู้อยากมีทรัพย์ศฤงคารเป็นกอง ไม่มีผู้ที่ต้องการเป็นใหญ่กว่าใครทั้งสิ้น ทุกคนใช้ธรรมะในการมีชีวิตอยู่และมันก็เป็นยุคแห่งความสุขโดยแท้จริง
-----------------
แม้กระทั่งผู้ถือเพศบรรพชิต ก็ต้องกราบไหว้ด้วยสิ่งที่เรียกว่า “ยศถาบรรดาศักดิ์” เจ้าจงถามเพื่อนมนุษย์ซิ ในบรรพกาลที่พระพุทธเจ้าทรงสอนเจ้าไว้ มีพัดอันไหนที่เรียกว่าพัดยศรึ ? พระองค์ใดท่านมียศศฤงคารรึ? บรรพชิตทุกรูปมีศักดิ์เสมอกัน
-----------------
บางคนก็อาจจะถามแม่ ตนไม่ได้ทำผิด ทำไมถึงต้องถูกการลงโทษด้วยการเสียชีวิตปนไปกับผู้อื่นใช่ไหมลูก ?

แม่จะยกตัวอย่างให้ฟัง เมื่อไฟไหม้อยู่ในตึกหลังใหญ่ มีพระภิกษุสงฆ์อยู่ในที่นั้น ผู้นั้นถือธรรมะโดยเคร่งครัด แต่เมื่อไฟไหม้ถึง พระภิกษุองค์นั้นตั้งสติภาวนาคิดถึงสิ่งที่ตนเองได้ทำ เพื่อขอให้สิ่งที่ตนเองจะทำต่อจากนี้ไปเป็นการชดใช้ต่อกรรมที่ตนทำขึ้น เจ้ารู้ไหม นั่นก็คืออีกสิ่งหนึ่งที่ทำไมบางสิ่งบางอย่างได้รอดแบบสิ่งที่เป็น ปาฏิหาริย์ เช่นกันลูก ความเชื่อมั่นศรัทธาในสิ่งที่เจ้ายึดถือ เจ้าก็จะรอดพ้นนะลูกนะ
-----------------
คนรุ่นเจ้ายังพอที่จะนบนอบสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แต่คนรุ่นใหม่ที่มักจะเรียกตนเองว่า “นักคิดค้น” “นักวิชาการ” แต่นักอะไรก็แล้วแต่ มิสามารถที่จะหยุดยั้งความพิโรธของธรรมชาติและสิ่งเร้นลับได้ใช่มั้ยลูก?
แม่มิเคยเห็นนักคิดผู้ใด ที่จะหยุดฟ้ามิให้หลั่งฝนลงมา
ไม่มีนักคิดผู้ใดที่จะหยุดคลื่นในมหาสมุทรและหยุดน้ำมิให้ท่วมท้นขึ้นมาได้

*************************************************************************

รวบรวมไป ๆ มา ๆ ชักเยอะแฮะ อ่านจนเหนื่อยรึยังครับ? รู้สึกเหมือนผมไหมครับว่าคำพูดเหล่านี้ คนธรรมดาคิดเองไม่ได้แน่ ๆ และในฉบับนี้ผมขอแนบสาส์นฉบับสุดท้ายของแม่พระธรณี (อย่างน้อยก็ที่ผมมีในตอนนี้) มาให้อ่านนะครับ นี่คือสิ่งที่แม่ฯได้สื่อกับผู้รับใช้หลังจากกลับจากพิธีบวงสรวงพระนเรศวร แล้ว

ก็เป็นอันว่า ผมได้ทำหน้าที่สื่อสิ่งที่แม่พระธรณีต้องการจะมาสื่อแล้ว ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องส่งอานนทวงศ์ซีรี่ส์นี้ให้มิตรรักแฟนเพลงอีกต่อไป หลังจากนี้ถ้าจะมีตอนต่อ ๆ ไป ก็คงจะเขียนเพื่อที่จะให้มีข้อมูลครบถ้วนขึ้นเท่านั้น แต่ผมสัญญาครับว่า ถ้ามีข้อความอะไรที่แม่พระธรณีมาสื่ออีกแล้วผมเห็นว่าสำคัญ จะส่งให้เพื่อน ๆ น้อง ๆ และอาจารย์ทราบอีกเช่นกัน

ก่อนจะจบอานนทวงศ์ซีรี่ส์แบบบังคับอ่านนี้ ผมขอย้ำว่าเรื่องทั้งหมดไม่มีการแต่งเติมใด ๆ ทั้งสิ้น และผมเชื่อมั่น 99.99% ว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ผมได้พูดถึงนี้มีอยู่จริง และท่านหวังดีกับเราจริงๆ การที่เราเติบโตมาในสังคมแบบนี้ ทำให้เราตั้งแง่และลำบากใจที่จะเชื่อเรื่องเหล่านี้ เพราะพวก "หากิน" มันมีทั่วทุกหนแห่ง แต่ลองถามตัวคุณเองนะครับว่า ถ้าเทพมีจริงๆ และมาสื่อกับเราจริงๆ แต่เราดันใช้อคติส่วนตัว ปฏิเสธสิ่งเหล่านี้ไป เรายังจะเรียกตัวเองว่ามนุษย์ผู้ฉลาดได้อีกหรือ ผมเชื่อว่าผู้อ่านที่ผมเขียนหาทุกคนมีสติปัญญาเพียงพอที่จะแยกแยะระหว่าง "ของจริง" กับ "ของปลอม" เพราะฉะนั้น ขอเถอะครับ ช่วยอ่านสิ่งที่แม่ฯได้มาสื่ออีกครั้ง ใช้วิจารณญาณไตร่ตรองและเลือกเชื่อแต่สิ่งที่คุณผู้อ่านคิดว่ามีเหตุผลและ น่าทำตาม เท่านี้ หากเกิดเหตุการณ์อะไรไม่ดีขึ้นจริงๆ จะได้ไม่มานั่งรู้สึกผิดหรือเสียดายทีหลังครับ

หากเห็นว่าเรื่องราวทั้งหมดนี้ จะมีประโยชน์ต่อคนที่ผู้อ่านรู้จัก ช่วยประชาสัมพันธ์ด้วยนะครับ Anontawong Series เพียงแค่ได้อ่านคำสอนธรรมะของแม่พระธรณี ผมว่าก็คุ้มแล้วนะครับ ใครที่เชื่อแล้ว อย่าลืมช่วยภาวนานะครับ ใครที่ยังเชื่อครึ่ง ไม่เชื่อครึ่ง แต่อยากรู้ อยากเห็นมากขึ้น ผมอาสาพาไปหาเตี่ยเซียนดำที่กาญจนบุรีได้ ติดต่อผมมาได้เลยนะครับ เอาตังค์ไปสามร้อยบาทพอ ไว้แชร์ค่าน้ำมันกับค่าข้าวครับ

ส่วนใครที่อ่านมาถึงตรงนี้แล้วยังไงก็ยังไม่เชื่อ - ไม่เป็นไรครับ ยังไงถ้าคุณเป็นคนดี สิ่งศักดิ์สิทธิ์และกรรมดีที่คุณได้สร้างไว้ จะคุ้มครองคุณแน่นอน

สวัสดีครับ
รุตม์

************************************************************************

สาส์นจากแม่พระธรณี ถึงผู้รับใช้ (5)

เอาล่ะ เราจะเล่าถึงการบวงสรวง ณ วันนี้ให้เจ้าฟัง เรามิได้พาเจ้ามาด้วยความสนุก เราจะเล่าให้เจ้าฟังว่าทำไมถึงต้องมาบวงสรวงที่นี้

เจ้ารู้ไหม? กว่าเจ้าจะมาอยู่สุขสบาย ณ ธรณีแผ่นนี้ ผู้ที่อยู่ตรงหน้าเจ้าต้องนำผู้คนหลายๆ ร้อยชีวิตมาเสียชีวิต ณ แผ่นดินตรงนี้และศตวรรษของเจ้านี้ แผ่นดินที่เจ้าอยู่ ถูกผู้โลภ ถูกผู้ที่แสวงหาอำนาจต้องการจะทำทุกอย่างเพื่อทำให้ทรัพย์ศฤงคารนั้นมาเป็น ของตนเองโดยมิต้องผ่านการที่จะได้มาซึ่งการที่จะต้องเสียแม้แต่สิ่งใดสิ่ง หนึ่ง ฉกฉวยช่วงโอกาสจากมนุษย์ผู้ที่ด้อยกว่า ทำให้เกิดทรัพย์ส่วนตัว

ฉะนั้น วันนี้เราพาเจ้ามาเพื่อให้พวกเจ้าตั้งจิตปณิธาน พวกเจ้าต้องใช้กำลังของพลังจิตที่จะช่วยกู้ชาติบ้านเมืองของพวกเจ้าด้วยการ ใจไม่โลภ พอใจในสิ่งที่เจ้ามีในทรัพย์สินที่เป็นของเจ้าเท่านั้น เจ้าต้องตั้งจิตจะช่วยกันเผยแพร่สิ่งที่จะหยุดยั้งความวิบัติ ความฉิบหายได้ด้วยการไม่โลภในอำนาจ ไม่โลภในทรัพย์ศฤงคารผู้อื่น เพียงแต่เจ้าตั้งมั่น ปฏิบัติตามสิ่งที่เจ้าได้ยึดถือไว้

แม่บอกเจ้านะ ดวงจิตแห่งบุรพกษัตริย์ที่เจ้าอยู่ ณ ที่นี้ ยังอยู่เป็นดวงจิตที่ผู้นี้เคยตั้งสัตย์ไว้ มนุษย์ชอบศึกษาค้นคว้า เจ้าลองไปค้นคว้าสิ คำสุดท้ายก่อนจะสิ้นนี้ เจ้าองค์นี้ตรัสไว้ว่า :-

“กู จะไม่ขอไปเกิดทุกชาติ ทุกชาติไป ถ้าแผ่นดินที่ลูกหลานกูอยู่ยังร้อนเป็นไฟ กูจะอยู่เพื่อที่จะให้ลูกหลานได้อยู่แผ่นดินที่มิร้อน มิยอมเป็นทาสใคร และจะมิขายชาติ ลูกหลานตนใดขายชาติ ขายแผ่นดิน ขอให้มันฉิบหายในบัดดล”

นี่คือคำที่บุรพกษัตริย์ผู้นี้ได้พูดไว้โดยที่ตั้งจิตว่าจะไม่ขอไปเกิดถ้า แผ่นดินที่ตนเองหลั่งเลือดไว้มิเป็นสุข แม่ถึงได้พาพวกเจ้ามาตั้งจิต ปลุกวิญญาณอันนี้ให้คุ้มครองผู้ที่กำลังจะยอมเสียสละชีวิตที่จะไม่ยอมให้ใคร เข้ามาครอบครองและใช้อำนาจในการที่จะเอาทุกสิ่งทุกอย่างของผู้อื่นไปเป็นของ ตนเอง

จำนะลูกนะ พวกเจ้าเช่นกันอย่าโลภ ความโลภคือความหายนะแห่งความฉิบหายแห่งชีวิตที่เป็นสุข ความสุขนั้นมิได้อยู่ที่ทรัพย์ศฤงคารที่เยอะแยะ ความสุขที่แท้จริง คือการแสวงหาธรรมะที่ถูกทาง ข้าวหนึ่งจาน เจ้าก็สามารถประทังชีวิตได้หนึ่งวันใช่ไหมลูก? แล้วทำไมเจ้าจึงต้องแสวงหาข้าวหลายร้อยจาน หนึ่งวันเจ้าก็อิ่มได้ด้วยหนึ่งคำ ถ้าเจ้าพอเพียงในข้าวจานนั้น เจ้าก็มีความสุขนะลูกนะ ดีกว่าเจ้าต้องไปแสวงหาข้าวร้อยพันจาน แล้วทำให้ผู้อื่นต้องเลือดหลั่งริน น้ำตาอาบแก้ม ข้าวหลายร้อยจานนั้น มิส่งความสุขให้พวกเจ้าหรอกนะลูกนะ มันคือความทุกข์ที่เจ้าต้องไปชดใช้ ณ บัดดล

จำเราพูดนะ เมื่อความฉิบหายมาถึงตนจากที่เจ้าโลภ มันทรมานยิ่งกว่าหมาที่ถูกน้ำร้อนเดือดๆ ราด จนขนพองอย่างที่เจ้าเห็น ความร้อนจากความโลภ ความร้อนจากความกระหาย มันจะทำให้การตายครั้งสุดท้ายของมนุษย์ทรมานที่มนุษย์มักเรียกว่าการเข้า ตรีทูต เพราะอะไรรู้ไหมลูก? ความตายเมื่อมันมาถึง เราจะให้เจ้าเห็นภาพ เจ้าค่อยๆ หลับตาและมองตาม

การตายก็เหมือนการที่เจ้าค่อยๆ ดึงสิ่งหนึ่งที่ออกจากปากอย่างช้าๆ สิ่งนั้นมันเต็มปากเต็มคอใช่ไหม มันทรมานกว่าจะดึงออกมาจากปาก เจ้าว่าเจ็บไหม? เมื่อมันเต็มปากแล้วเจ้าต้องค่อยๆ ดึง ดึงอย่างช้าๆ เพื่อให้มันหลุดออกมาจากปากตนเหมือนความตายนะที่มันค่อยๆ ยื่นเข้ามาให้เจ้า แต่เจ้าพยายามที่จะดึงกรรมเหล่านั้นออกให้พ้นการทรมาน แต่มันยากนะลูกนะ เพราะเจ้ากินกรรมเข้าไปจนเกินกว่าที่เจ้าจะดึงมันออกแบบง่ายดาย นี่ล่ะลูก... “กรรม” มิมีใครเคี่ยวเข็ญให้พวกเจ้าสร้าง เจ้าสร้างด้วยมือเจ้าเอง กรรมเกิดจากความโลภ เจ้าโลภอยากจะได้อำนาจก็คือกรรมอย่างหนึ่งที่มนุษย์ทุกคนอยากได้

วันนี้แม่พูดกับ“แม่แผ่นเหล็ก” (คุณกาญจน์ลดา มฤคพิทักษ์) เงินที่มนุษย์บอกว่าคือพระเจ้า เจ้าเข้าใจผิด พระเจ้าคือผู้ที่ให้ความสุข แต่เงินที่มนุษย์เรียกว่าพระเจ้านั้น มันให้ความทุกข์มากกว่าความสุขใช่หรือไม่ เจ้าต้องเข่นฆ่ากันด้วยคำว่าพระเจ้า

สิ่งที่มนุษย์เรียกว่าพระเจ้านั้นเป็นเพียงการสมมุติขึ้นมาด้วยกระดาษหนึ่ง แผ่นบางๆ พร้อมรูปลักษณ์ที่เจ้าบอกว่า “ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย”มนุษย์ แต่พระเจ้าแผ่นนี้ทำให้เจ้าต้องเข่นฆ่ากัน ทำให้เจ้าต้องทำทุกอย่าง เพื่อได้พระเจ้าแผ่นเดียวมาเป็นของเจ้าใช่ไหมเจ้าลูกฮั้ว (คุณสมชาติ ยงพิศาลภพ)

แล้วถ้าเป็นพระเจ้าอย่างที่เจ้าบอกกัน มีรึเจ้าจะได้แต่ความทุกข์ พระเจ้าคือผู้ที่ให้ความสุข นี่ก็คือสิ่งหนึ่งที่มนุษย์สมมุติรูปลักษณ์ขึ้นเองใช่ไหมลูก มนุษย์สมมุติขึ้นมาว่านั่นคือพระเจ้า

แต่ถ้าเจ้าสมมุติบ้างล่ะลูกว่าธรรมะก็คือพระเจ้า ถ้าเจ้ารู้จักใช้ธรรมะอย่างถ่องแท้ ก็สามารถใช้หนี้ตามกฎหมายได้ กฎหมายแห่งกรรมที่มนุษย์มีอยู่ทุกผู้คน ใช้ธรรมะในการซื้อสิ่งต่างๆ ด้วยใจที่บริสุทธิ์ จำเราพูดนะลูกนะ ธรรมะทุกศาสนาสอนให้มนุษย์หลุดพ้นได้ ถ้าเจ้าแสวงหาธรรมะอย่างจริงจัง มิมีศาสนาใดให้เจ้าเข่นฆ่ากันเอง เพียงแต่ผู้สืบศาสนานั่นแหละที่พยายามจะสื่อให้เกิดการเข่นฆ่ากันด้วยวาจา ในพุทธกาล มีศาสดาองค์ใดบ้างล่ะ ที่มาสอนผู้ที่เดินตามว่า “จงเข่นฆ่ากันนะแล้วพวกเจ้าจะได้ขึ้นสวรรค์” เจ้าเคยได้ยินไหมลูก?

แต่ ณ บัดนี้ ทุกศาสนาถือสิ่งที่เรียกว่าเงินตราคือพระเจ้าใช่ไหมลูก สร้างวัตถุต่างๆ เพศบรรพชิตก็มียศถาบรรดาศักดิ์ แม่มิเคยเห็นในบรรพกาล พระพุทธเจ้าไม่เคยมียศถาบรรดาศักดิ์ มีอยู่อย่างเดียวคือการอ่อนน้อมถ่อมตน จากนั้นคือการยกย่องบุรพอาจารย์ให้เป็นผู้นำเท่านั้นเองนะลูกนะ

แม่มาทำพิธีมี “พริก” มาหนึ่งถุง ความหมายของพริกคือความร้อนแรงของการรักชาตินะลูกนะ

“เกลือ” คือความเค็ม เจ้าจงรักษาความดี รักษาธรรมที่มีอยู่ในใจเจ้า อย่างเกลือที่รักษาความเค็มของมันไว้ ตั้งแต่ต้นขึ้นคำว่า “เกลือ” จนถึงทุกวันนี้ เกลือก็ยังรักษาความเค็มไว้เช่นนั้น

“ดิน” ที่เราให้นำมาด้วย ดินก็คือดิน ดินมีแต่ความต่ำต้อย ดินคือสิ่งที่ให้ประโยชน์แบบเร้นลับ มิได้ให้ประโยชน์ที่ทำให้มนุษย์จับต้องและมองเห็นในฉับพลันนะลูกนะ แต่ดินให้ความอบอุ่นกับเท้ามนุษย์ที่เหยียบย่างลงไป เมื่อเจ้าหนาว เจ้าเหยียบดินเจ้าจะได้ไออุ่นที่ร้อน เมื่อเจ้าร้อน เจ้าเหยียบดินเจ้าจะได้ความเย็นจากดิน ดินมีให้เจ้าทุกอย่าง แต่เจ้าจะใช้ดินอย่างไรล่ะลูกที่จะเกิดเป็นธรรมะในใจ จำนะลูกนะ ความอ่อนน้อมถ่อมตนนั้นคือดินที่เจ้าควรจะอ่อนน้อมถ่อมตนในทุกอย่าง

“ข้าวเปลือก” ที่แม่เอามานี่คือ “แม่โพสพ” ที่มีแต่ให้กับพวกเจ้า ก่อนจะเป็นข้าวให้เจ้าก็คือข้าวเปลือกที่มนุษย์มิเห็นความสำคัญ แต่เห็นจากประโยชน์เพียงข้าวที่อยู่ในข้าวเปลือกใช่ไหมลูก เหมือนบุคคลที่ต่ำต้อยที่เจ้ามองว่าเขาเหล่านั้นไม่มีประโยชน์ มิควรช่วยเหลือ แต่จำไว้นะลูกนะ รูปลักษณ์มนุษย์เป็นเพียงภายนอก แต่ภายในข้าวเปลือกนั้นมีข้าวขาวที่มีประโยชน์สำหรับเจ้า

เช่นเดียวกันนะลูกนะ อย่ามองมนุษย์เพียงเครื่องแต่งกาย จงมองเข้าไปข้างในอาภรณ์ที่เจ้าประดับ เสื้อผ้าที่เจ้าใส่เป็นเพียงการปิดสรีระที่มนุษย์ถูกเรียกว่า ชาย หรือ หญิง เท่านั้น แต่ธรรมะสิลูก เจ้าควรจะต้องไขว่คว้า หาชุดงามๆ ไว้ใส่ ธรรมะอยู่ในใจเจ้าจะเป็นสุขมากกว่าใส่อาภรณ์สวยงาม แต่จงใส่อาภรณ์ไว้เพื่อปิดสรีระเท่านั้นนะลูกนะ จำเราไว้เถิด ธรรมะจะทำให้เจ้าเป็นสุขทั้งกายและใจตลอดไป เทพจะแซ่ซ้องสรรเสริญ มนุษย์จะคบหาสมาคม แม้กระทั่งก็จะเข้าใกล้เจ้า เจ้าลองดูสิลูก มนุษย์ผู้มีใจอ่อนโยน แม้กระทั่งสัตว์เดรัจฉานที่เหล่ามนุษย์เรียกว่าไม่มีสมอง แต่มันสามารถที่จะบอกเจ้าได้ว่าผู้ใดใจดีหรือผู้ใดใจร้ายใช่ไหมลูก?

ก็เปรียบเช่นเดียวกันนะลูกนะ ธรรมะจะให้แต่ความสุขเจ้าตลอดไปถ้าเจ้าเดินทางในสายธรรมที่เป็นพอประมาณสำหรับตนเองนะลูกนะ

วันนี้เราขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ณ ที่นี้จงให้พรกับพวกเจ้าที่มา ผู้ใดคิดสิ่งใดในความพอประมาณที่เจ้าจะยังชีพ ขอให้เจ้าจงได้มีสิ่งนั้น ความพอประมาณจงเกิดกับพวกเจ้าทุกคนด้วย

สาธุ สาธุ สาธุ

หมายเหตุ : ถอด ความจากการสนทนาระหว่างแม่พระธรณีกับผู้รับใช้ และผู้มาร่วมพิธีบวงสรวง ณ พระบรมราชานุสาวรีย์ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ณ ต.ดอนเจดีย์ อ.พนมทวน จ.กาญจนบุรี เมื่อเวลา 20.14 น. วันพฤหัสบดีที่ 27 กรกฎาคม 2549

ที่มา http://armtired.multiply.com/journal/item/19

ขอขอบคุณที่มาจาก http://board.palungjit.com

0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับภัยพิบัติ

เกิดข้อผิดพลาดใน Gadget นี้

รายงานแผ่นดินไหวทั่วโลก




รายงานแผ่นดินไหวภายในประเทศและใกล้เคียง